ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

การที่ปัจจุบัน  เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิต ประกอบกับการมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทุกวัน หลายคนจึงเริ่มวางแผนการเงิน และต้องการทำประกันสังคมเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความเจ็บป่วยในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อสงสัยและความกังวลใจอยู่ว่า กรณีเป็นบุคคลทำงานอิสระ เป็นแม่บ้านหรือไม่มีงานประจำ จะสามารถทำได้ หรือไม่  เราจึงรวบรวมหาคำตอบมาไว้ให้ที่นี่แล้ว

ไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

ไม่มีงานประจำก็สมัครในมาตรา 39  หรือ 40 ได้

การทำประกันสังคม  หากเป็นคนที่ไม่เคยทำงานในองค์กร หรือสังกัดหน่วยงานใดมาก่อน สามารถสมัครเป็นผู้ประกันต่อเนื่องในมาตราที่ 40 ได้เลย ในกรณีเคยมีสิทธิประกันสังคมมาก่อน (จะเรียกว่ามาตรา 33) ในช่วงทำงานประจำ แต่ปัจจุบันเพิ่งลาออกมา (ช่วงเวลาไม่เกินหกเดือน) เพื่อทำอาชีพอิสระหรือเป็นแม่บ้าน ก็ต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนเองในมาตรา 39  คือ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองเดือนละ 432 บาท โดยหักบัญชีธนาคารหรือชำระเงินสดตามเคาน์เตอร์บริการ เช่น โลตัส 7-11 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ

สิทธิประโยชน์ต่างกันอย่างไรระหว่างประกันสังคมมาตรา 39  และ40

ผู้ประกันตัวเองในมาตรา 39 จะมีสิทธิตามกฎหมายอยู่หกด้าน คือ กรณีเจ็บป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล กรณีคลอดลูก เมื่อมีเหตุทำให้พิการ (ทุพพลภาพ) เงินช่วยค่าทำศพ หากเสียชีวิต สิทธิในการสงเคราะห์บุตร และเบี้ยชราภาพ ส่วนผู้มีสิทธิประกันสังคมในมาตรา 40 จะได้ 4 สิทธิ์ คือ ชดเชยการขาดรายได้หากป่วยต้องนอนโรงพยาบาล (จะได้ในอัตรา 200 บาท ต่อวัน แต่ห้ามเกิน 30 วันต่อปี) หรือพิการ (ได้รับเงิน 500  ถึง 1000 บาททุกเดือน) ค่าทำศพกรณีเสียชีวิต (จะได้รับเงิน 2หมื่นบาท) และเงินบำเหน็จชราภาพ (จะได้รับทั้งส่วนเงินต้นที่ส่งสะสม และดอกเบี้ยเมื่ออายุ 60 ปี)

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ทำประกันสังคมสามารถเลือกเองได้ว่าจะต้องการสิทธิ์นี้หรือไม่  หากไม่ต้องการก็ชำระเงินสมทบเพียง 100 บาททุกเดือน แต่หากต้องการรักษาสิทธิ์นี้ต้องส่งเดือนละ 150 บาท

ดังนั้นจุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างมาตรา 39  และ 40 คือ การที่มาตรา 40 จะไม่มีการได้สิทธิ์ช่วยค่าใช้จ่ายกรณีเจ็บป่วย คลอดลูก สงเคราะห์บุตร แต่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทอง หรือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับการดูแลค่าใช้จ่าย (ค่ายา ค่าห้องพักรักษาตัวกรณีต้องค้างในโรงพยาบาล)  ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่า ต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีตัวเองมีสิทธิ์อยู่ เท่านั้น (สามารถเช็คผ่านเว็บไซต์ หรือสำนักงานเขตที่มีทะเบียนบ้านอยู่)

การทำประกันสังคมสำหรับผู้ไม่มีงานประจำ ไม่ว่าเลือกเป็นมาตรา 39  หรือ 40 ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อตัวของผู้ทำประกันสังคมเอง รวมถึงครอบครัวและผู้ที่เป็นทายาทของผู้ใช้สิทธิ์ด้วย (เช่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ) จึงควรศึกษาข้อมูลและทำไว้เสียแต่เนิ่น ๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรสอบถามสำนักงานประกันสังคมได้ที่เบอร์อัตโนมัติ 1506

อย่าเพิ่งลาออกจากงาน ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

เคยเป็นบ้างไหม? ที่ตัวคุณเองและคนรอบข้างในที่ทำงาน มาปรับทุกข์กันในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลักษณะของงานที่ทำ จนมีความคิดว่าอยากลาออกอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ทั้งนี้ หากคิดจะลาออกด้วยอารมณ์ที่ขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ตามมาเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันว่าสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนการลาออกจากงานประจำมีอะไรบ้าง

1. มีแหล่งรายได้จากที่อื่นมาทดแทนหรือยัง

ก่อนการลาออกจากบริษัทเดิม คุณควรมีแหล่งรายได้ใหม่เสียก่อนไม่ว่าจะเป็นรายได้ประเภทรายเดือน หรืองานแบบฟรีแลนซ์ รับเป็นจ๊อบ ก็ไม่ว่ากัน หากสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละวันและเพียงพอต่อภาระครอบครัวได้เป็นอย่างน้อยในระยะ 6 เดือน หลังเปลี่ยนงาน

2. ทบทวนสิ่งที่ได้จากงานประจำที่ทำอยู่

ก่อนการลาออกจากงานประจำแบบเดิม คุณต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเหตุใดจึงทำงานที่นี่ได้เป็นเวลาหลายปี หากงานประจำที่ทำอยู่ไม่มีข้อดีเอาเสียเลย เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่สามารถหยุดรั้งความคิดชั่ววูบ เมื่อมีอารมณ์เบื่อหรือเซ็งสุด ๆ ได้ เช่น ต้องการสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้แก่ตัวเอง บิดามารดาและบุตร ต้องการโอกาสในการสร้างชื่อเสียงในองค์กรระดับประเทศ เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัว

3. มีเป้าหมายอย่างไรในชีวิตระยะสิบปีข้างหน้า

ในการทำงานทุกที่ย่อมมีแนวทางที่ชัดเจนว่าคุณสามารถเติบโตไปได้ไกลเพียงใด หากคุณยังทำงานประจำที่เดิมต่อไป ยังสามารถเลื่อนขั้นขึ้นตำแหน่งสูงขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งงานแบบไม่ประจำหรืองานแบบฟรีแลนซ์ย่อมขาดสิ่งนี้ หากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คุณยังตัดใจไม่ได้ ก็ควรชะลอความคิดจะลาออกไว้เสียก่อน

4. งานใหม่ที่คอยอยู่ตอบโจทย์ความต้องการไหม

คุณได้ถามตัวเองแน่ชัดหรือยังว่างานใหม่ที่อยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ใช่ หรือให้ในสิ่งที่งานประจำให้ไม่ได้หรือเปล่า เช่น สามารถทำให้คุณนอนตื่นสายขึ้นได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางวันละหลายชั่วโมง ทำให้คุณสามารถดูแลบิดามารดาผู้สูงวัยที่บ้านได้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ

5. พร้อมรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนหรือเปล่า

หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออาชีพที่หน้าที่การงานไม่แน่นอน ประเภทงานฟรีแลนซ์ คุณพร้อมรับความเสี่ยงจุดนี้หรือไม่ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน

การทำงานประจำมีข้อดีและข้อจำกัดเช่นเดียวกับงานประเภทอื่น ๆ จึงต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนเสมอ หากยังไม่แน่ใจก็ขอให้อาศัยความอดทนและหมั่นเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองไปก่อน รอจนกว่าจะถึงจังหวะที่เหมาะสมค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สาย