เบื่อเพื่อนร่วมงาน

เบื่อเพื่อนร่วมงาน ทำไมต้องเจออาการแบบนี้กันหนอ

เชื่อว่าคนทำงานออฟฟิศเกือบทุกคนเจอปัญหานี้ ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่ ทุกคนต่างเคยมีมุมที่รู้สึกว่าเบื่อเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเป็น เรื่องนิสัยส่วนตัว เรื่องงาน เพราะบางครั้งปัญหาในที่ทำงานมันไม่ได้เกิดจากเรา แต่มันเกิดจาคนอื่นและเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือ โดนพ่วงปัญหาเข้าไปด้วย ทำให้หลายคนเซ็งและไม่อยากไปทำงาน หรือ ต้องทนทำงานทั้งๆที่ไม่ชอบเพื่อนร่วมงานหรืออาจจะโดนเขม่นจากคนรอบข้างทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่คนอื่นทำให้เราดูไม่ดี

เรื่องแบบนี้บอกเลยว่ามันมีทุกทีและการแก้ปัญหาของแต่ละคนก็ต่างกันเพราะมันต่างปัญหา บางคนเลือกวิธีที่ง่ายคือจบด้วยการลาออกแต่มันก็ไม่ใช่ทางออกเพราะที่อื่นๆก็มีแบบนี้ให้เราเจออีก หรือบางคนเลี่ยงไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยหากไม่ใช่เรื่องงานที่ต้องสัมพันธ์กัน แบบนี้ก็ถือว่าเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้ แต่มีอีกวิธีที่เราอยากให้ลองทำกันดูนั่นคือ การปลงกับสิ่งรอบตัว แม้ว่ามันจะดูโง่ๆ ที่ต้องปลงและยอมรับกับความน่ารังเกียจของคนอื่นๆหรือเรื่องที่ไม่ควรจะยอม แต่บางครั้งการที่เราจะไปงัดข้อกับเขา หรือ การต่อต้าน มันไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับเราเลยและอาจทำให้เกิดเรื่องบานปลายได้ การนิ่งไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่โต้ตอบ และไม่ขอข้องเกี่ยวไม่ว่ากรณีใดๆ ยกเว้นแค่การทำงาน มันจะช่วยให้เราพ้นออกมาได้ด้วยตัวมันเอง แต่เราต้องใช้เวลา และไม่ควรแสดงออกซึ่งความรังเกียจ หรือ แสดงให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่พอใจหรือไม่ชอบ

เก็บอารมณ์ให้ได้

ต้องรู้จักเก็บอารมณ์ส่วนตัวให้ได้

แค่เราอยู่นิ่งๆ ไม่พูดถึง ไม่รับรู้ ยกเว้นต้องทำงานร่วมกันเราทำส่วนของเราให้ดีที่สุด รับผิดชอบงานของเราให้เต็มที่ไม่ให้ใครมาตำหนิได้ แค่นั้นพอแล้ว พูดคุยไปแบบปรกติแต่แค่เรื่องงาน ไม่ใช่ว่าเล่น 928bet เสียไปเยอะเมื่อคืนเลยโหโหค้างมาเหวี่ยงใส่เพื่อน เราไม่วีนเหวี่ยงในน้ำเสียง รักษามารยาทรักษาระยะห่าง หากคนที่มีปัญหากับเราหรือคิดว่าเขามีปัญหากับเราเขาจะรู้ตัวได้เองโดยที่ไม่ต้องมีใครบอกหากเขามีความคิดนะ แต่หากเขาไม่รู้เราก็ไม่ต้องไปพูดอะไรให้มากความทำตามที่บอกระยะเวลาจะทำให้เขารับรู้ได้เอง เชื่อเถอะทุกคนมีสัญชาติญาณที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้ได้เองโดยไม่ต้องมีใครบอกและหากเขาไม่ปรับปรุงตัวหรือไม่แก้ไข เราก็ไม่ต้องไปสนใจอีก

สังคมการทำงานออฟฟิศมันมีความกดดันสูงในหน้าที่การงาน แต่หากเรามานั่งเครียดกับคนในออฟฟิศชีวิตหมดความสุขแน่ และที่สำคัญเราทำตัวของเราให้ดีที่สุดไม่ให้ใครมาว่าเราได้ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว คนไหนคุยได้เราก็คุย คนไหนคบได้เราก็คบ ใครที่ไม่ควรคบก็อย่าไปยุ่ง และไม่นินทาใครต่อให้อยากว่าอยากพูดแค่ไหนอย่าทำเด็ดขาดเพราะมันจะย้อนกลับมาหาเราและเราคือคนไม่ดีในสายตาคนอื่นไปได้โดยที่ไม่รู้ตัว

หน้าที่ของพนักงานประจำ ต้องรู้จักรับผิดชอบ

ทุกอาชีพ ทุกการงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว การทำงานประจำ เป็นลูกจ้าง ทุกอาชีพนั้นจะต้องมีการรับผิดชอบรู้จักหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี หากเราปล่อยปะละเลยไม่ทำงานตามหน้าที่ เจ้านายให้อิสระก็อยู่สบายหน่อย จนลืมไปว่าตัวเองมีงานที่ต้องทำให้กับบริษัท แต่พอเจ้านายเขี้ยวก็ดันรู้สึกไม่พอใจ สุดท้ายไม่ว่าจะทางไหน มันก็จะเกิดผลเสียในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กรณีที่ลูกจ้างอยู่สบายไม่รู้จักหน้าที่ นายจ้างก็จะเกิดผลเสีย สุดท้ายในระยะยาวก็ต้องเลิกจ้างพนักงานคนนั้นไป ในทางกลับกัน หากว่านายจ้างจุกจิกขี้บ่นมากเกินไป พนักงานอาจจะทนไม่ไหว สุดท้ายเค้าจะเป็นคนลาออกเอง ผู้ว่าจ้างเค้าจะต้องหาพนักงานใหม่มาแทนที่ซึ่งก็ต้องดูกันอีกทีว่าความสามารถของพนักงานใหม่นั้นจะมาชดเชยคนเก่าได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี… ในการทำงานประจำ เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่าง อาชีพเขียนโปรแกรม สำหรับการเป็นโปรแกรมเมอร์ หากว่ามีการแพลนงานในการเขียนโปรแกรมว่าจะต้องไปในทิศทางไหน มีจุดให้เสร็จภายในกำหนดวันที่เท่าไหร่ โปรแกรมเมอร์นั้นก็จะต้องพยายามแอคทีฟตัวเองให้ทันกำหนดเสร็จให้ได้ ซึ่งข้อนี้ก็จะต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย เพราะบางจุดในการเขียนโปรแกรมมันก็คงจะไม่ใช่ว่าเขียนแว๊บแว๊บแล้วทำตามคำสั่งได้ทันที ทุกอย่างก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มอยู่ตลอด

นอกจากนี้ รวมไปถึงการทำอาชีพการตลาดออนไลน์ การทำเอสซีโอ หรือการรับลงโฆษณาต่างๆ งานพวกนี้ต่อให้เป็นพนักงานกินเงินเดือน คนเหล่านี้จะต้องรู้จักขวนขวายหาความรู้ ทดลอง ทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะทำตลาดที่มีกลไกเปลี่ยนไปในทุกๆวัน เพราะตลาดจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้งานเป็นหลัก

คำคมคนทำงาน

ทำงานไม่เต็ม ระวังโดนเด้งออก

ถ้าไม่สนใจนายจ้าง วันๆเอาแต่นั่งเปิดเว็บเล่นเกมส์ คาสิโนออนไลน์ เดิมพันกีฬา หรือมัวแต่แอบเล่นเกมส์ใน Facebook เชื่อได้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าไปคิดว่าการเป็นพนักงานประจำนั้นไม่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ไม่มีเหตุผลต้องขยันเพิ่ม หากว่าเรารู้จักขยันทำงาน พัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่เสมอ และรู้จักการบริหารเงินเดือนที่ได้รับ บ่อยครั้งไปที่พนักงานเหล่านี้จะสามารถมีเงินเก็บได้เยอะกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเสียอีก เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ต้องรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่องานที่ตัวเองได้ทำ

เลือกเจ้านายให้ถูกคน

เลือกเจ้านายให้ถูกคน อนาคตจะสดใสก้าวหน้าได้

บทความนี้เหมาะสำหรับฟรีแลนซ์หรือกลุ่ม out source ที่ทำให้กับบริษัทมากกว่าหนึ่งบริษัท เราจำเป็นจะต้องเจอกับเจ้านาย หัวหน้างาน ที่มากกว่าหนึ่งคนแน่นอน นิสัยของเจ้านายแต่ละคนนั้นก็จะมีแตกต่างกันไป บางคนก็เลือกที่จะปล่อยอิสระให้กับเรา แล้ววัดกันที่ผลของงาน บางคนจ้างเรามาแต่ก็บังคับให้เราทำนุ่นทำนี่โดยที่ ไม่ให้เรามีอิสระเป็นของตัวเอง และสุดท้ายเวลาผลงานออกมาไม่ดี เค้าก็จะมาโทษเราทั้งทั้งที่การกระทำของเราก็มาจากการที่เขาบังคับให้เราทำ เจ้านายแบบนี้อยู่ด้วยแล้วปวดหัวน่าลำบาก เราอาจจำเป็นจะต้องมองหาช่องทางอื่นสำรองหรือหางานใหม่ หรือหาผู้ที่จะร่วมทำธุรกิจด้วยกันใหม่ เพราะเจ้านายคนนี้คงทำงานด้วยอีกไม่นานแน่นอน ผลงานไม่มีก็ว่า แต่ตอนเราจะทำกลับมาบังคับให้ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคิดว่าจะได้ผล

หากปล่อยปะละเลยกับงานของตัวเองให้ต้องจมปลักอยู่กับเจ้านายที่มีความขี้เกียจปล่อยเลยตามเลย เจ้านายที่นั่งกินเงินเดือนรอวันที่บริษัทเจ๊งอย่างเดียวค่อยหางานใหม่เพราะเขาไม่ใช่คนจ่ายเงินเดือนเรา หรือต่อให้เราทำงานกับบริษัทที่ต้องเจอกับเจ้าของบริษัทของตัวเองแต่เขาไม่ให้อิสระทางความคิดในการทำงานของเราเลย ทั้งที่งานที่เขาป้อนมานั้นส่วนมากก็จะเป็นงานที่จะต้องรู้จักปรับเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การตลาดอยู่ตลอดเวลา การทำกับบริษัทหรือกับเจ้านายสองตัวอย่างข้างต้น รับประกันได้ว่าชีวิตของเรามีแต่ถดถอยตกต่ำลงอยู่เรื่อยเรื่อย เสียเวลาไปเปล่าเปล่ากับบริษัทที่ไร้ความการเจริญเติบโตก้าวหน้า

การที่เจ้านายไม่ให้เราออกความเห็นนั้นถือว่าเป็นสิ่งทำร้ายบริษัทเค้าเอง ไม่ว่าความเห็นของพนักงานจะมีในความเป็นไปได้และเชิงบวกหรือเชิงลบ สิ่งหนึ่งก็คือผู้บริหารควรจะต้องนำไปพิจารณาอีกทีแต่เบื้องต้นควรจะรับฟังความเห็นเสียก่อน เพราะบางทีคนเก่งแค่ไหนก็สามารถผิดพลาดกันได้ มองข้ามกันได้และทางตัวเราเองหากได้ทำงานร่วมกับบริษัทที่เปิดโอกาสให้เรามีส่วนร่วมในการเจริญเติบโตก้าวหน้า เราก็จะเป็นคนที่มีความสนุกในการทำงาน รู้จักคิด รู้จักวางแผนและพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอ วันนึงเมื่ออายุเยอะขึ้นจนออกจากงานประจำ อย่างน้อยเราก็ยังมีความรู้ที่ได้จากการทำงานในบริษัทแห่งนั้นนำมาสร้างกิจการเล็กๆของตนเองได้

มองหาเจ้านายดีชอบการเติบโต เราจะโตตามไปด้วยได้ง่ายกว่า

ทุกคนย่อมอยากมีความมั่นคงในชีวิตย่อมอยากมีฐานะที่ดีขึ้น แต่จะมีซักกี่คนที่รู้จักเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความใฝ่ เลือกทำงานในบริษัทที่พร้อมจะปลูกฝังให้พนักงานมีการเรียนรู้อยู่ตลอด ไม่ใช่เช้ามานั่งกินนอนกินเงินเดือนให้เสียเปล่า สุดท้ายแล้วไม่ใช่แค่บริษัทเท่านั้นที่จะเสียเงินจ้างไปแบบขาดทุน แต่ตัวเราเองผู้รับจ้างเป็นพนักงานก็เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วย โอกาสที่จะแก้ตัวกลับมาให้มีความใฝ่จะเป็นไปได้ลำบากมาก เพราะอายุเราเยอะขึ้น เวลาของเราได้ลดลงไปทุกที หากว่าเราอยากมีความมั่นคงในชีวิต ต้องรู้จักใฝ่ พุ่งเข้าหาปัญหา พร้อมเผชิญหน้า และเลือกเจ้านายที่มีความขยันและอยากให้เรามีอนาคตเช่นกัน หากเจอบริษัทแบบนี้ เจ้านายดีแบบนี้ เงินเดือนพอได้ อย่ามัวแต่นั่งคิดเรื่องเงินเดือน ให้รีบวิ่งเข้าหาไว้ก่อนเลยเพื่ออนาคตของตัวเราเอง

ทำงานให้บริษัท

ทำเงินให้บริษัทเยอะ แต่ชีวิตไม่ก้าวหน้า เป็นเรื่องต้องทำใจ

เมื่อเราเข้าไปสมัครทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ครั้งแรกก่อนสัมภาษณ์ เรามีความหวังว่าเขาจะรับเราเข้าทำงาน เราจะได้มีรายได้ประจำเอาไว้ใช้จ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน และเมื่อผลลัพธ์ปรากฏว่าเราได้เป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทแห่งนั้น เราก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำให้บริษัทเติบโต ทุ่มแรงกายให้กับการทำงานในบริษัทนั้นอย่างเต็มที่ด้วยความคิดที่ว่าเราอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้บริหารหรือมีการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้นอย่างมั่นคง และจะได้วางแผนชีวิตในสเต็ปต่อไป

แต่ผลลัพธ์มันอาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่เราหวังไว้อยู่เสมอไปในบางบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้าถึงพนักงานได้ทุกระดับก็อาจจะมีโอกาสเติบโตได้ง่าย แต่ในบางแห่ง บางสถานที่เราไม่มีโอกาสได้พบผู้บริหาร จึงทำให้เขาเหล่านั้นไม่เห็นผลงาน ส่วนใหญ่จะต้องผ่านหัวหน้างานของเราอีกทีนึงแล้วถ้าหากหัวหน้างานเราเกิดไม่ถูกโฉลกกับเรา ก็อาจจะพูดดักไว้ไม่ให้เกิดการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้น นี่คือความกดดันที่คนเป็นพนักงานประจำจะต้องเจอกันอยู่เสมอ หรืออีกแง่หนึ่ง บางครั้งผู้บริหารก็ทำตีหน้ามึนไม่ยอมขึ้นเงินเดือน ไม่ยอมขึ้นตำแหน่งให้ ทั้งที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสี่ถึงห้าเท่าตัวจากที่ทำในช่วงที่แรก มันนำให้พนักงานหลายคนเกิดอาการท้อจิตท้อใจ

เป็นลูกจ้าง ไร้สิทธิ์เรียกร้อง

จะให้ทำอย่างไรล่ะก็ในเมื่อเราเป็นเพียงพนักงานบริษัท ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่หุ้นส่วน ไม่มีสิทธิ์ออกปากเอ่ยเสียง มีเพียงอย่างเดียวก็คือถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปแค่นั้นเอง ถ้าเราลาออก ผู้บริหารหรือคนในบริษัทก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาฉุดรั้งเราไว้ได้ถ้าเราไม่ได้เกิดการลาออกฉุระหุจนเกิดผลกระทบเสียกับบริษัท เราซึ่งเป็นพนักงาน จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฏหมายของพนักงานไว้ด้วยเช่นกัน คงจะมีไม่กี่คนที่ยอมทุ่มแรงทุ่มกายทุ่มใจให้กับบริษัทที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายนัก ญาติก็ไม่ใช่ พี่น้องก็ไม่ใช่ แล้วเราไปทำให้เขาแบบสุดๆจนรวยเละ สุดท้ายคนที่ขาดทุนก็คือเรา ขาดทุนทั้งในเรื่องของเวลาและในเรื่องของรายได้

ทางออกที่ดีที่สุด เราซึ่งเป็นพนักงานประจำ เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ควรจะมองหาอาชีพเสริมรายได้เสริมทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก ค่อยๆเริ่มไปก่อนเพื่อเป็นช่องทางรายได้สำรอง เวลาเราขาดทุน อย่างน้อยก็ยังมีเงินเดือนกิน เวลาเราทำธุรกิจส่วนตัวแล้วเติบโตได้ หากวันนึงเราโดนไล่ออกจากงานประจำก็สามารถไปต่อยอดในธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องมานั่งคอยกังวลเรื่องของจะโดนไล่ออกหรือการไม่เจริญเติบโตในอาชีพลูกจ้างที่ตัวเองทำอยู่

ปัจจุบันนี้ ลูกจ้างหลายคนก็นิยมหาอาชีพเสริมกันอยู่แล้ว หากใครยังไม่รู้จักมองหาลู่ทางสำรองเพิ่มก็ได้อย่าได้ประมาทในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ธุรกิจตกต่ำ เศรษฐกิจแย่ ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องลดภาระด้วยการปลดพนักงาน เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นที่จะโดนเด้งออก การมองหารายได้ช่องทางอื่นสำรองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรมองข้าม รู้จักมองแนวโน้มในอนาคต รู้จักคิด รู้จักประหยัดเก็บออม รู้จักบริหารเรื่องเงินทอง รับรองว่าเราจะเติบโตได้ทั้งเรื่องของงานลูกจ้างที่เราเป็นอยู่และธุรกิจส่วนตัวที่เราได้เริ่มลงมือทำ

หุ่นยนต์ทำงานแทนคน

ระบบหุ่นยนต์เริ่มมาแทนที่ คนตกงานมากขึ้นทุกวัน

หลายบริษัทในสมัยนี้เริ่มมีการพัฒนาต่อยอดเข้าสู่ในยุคที่เราเรียกว่า “ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคน” ได้ไปอีกก้าวหนึ่ง ถึงจะไม่ทั้งหมดก็ตาม ใครที่เคยดูคลิปโรงงานการผลิตอาหารเข้ากล่องของซีพีคงจะได้เห็นแล้วว่าข้าวกล่องที่มีวางจำหน่ายอยู่ในเซเว่นในเครื่องซีพีนั้นทุกอย่างถูกทำด้วยระบบอัตโนมัติตั้งแต่อการหุงข้าวยันการทำกับข้าว รวมไปถึงแพ็คใส่กล่องเสร็จเรียบร้อยเป็นอย่างดี ไม่มีการจ้างวานคน มีแต่ระบบทำเองล้วน เค้าเรียกกันว่าลงทุนครั้งเดียวหากระบบดีระบบมีความชัดเจนไม่มีการ “Error” อยู่บ่อยก็สามารถลดต้นทุนการผลิตไปได้เยอะอย่างมหาศาล ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องของต้องขอปลดพนักงานช่วงที่ยอดขายตกลงพร้อมกับต้องจ่ายค่าชดเชยกรณีปลดพนักงานด้วยเพื่อให้มันถูกต้องตามกฏหมาย

แน่นอนว่ามนุษย์เงินเดือนอย่างเราเมื่อเจอหุ่นยนต์หรือระบบเครื่องกลไกที่สามารถทำงานได้อัตโนมัติและมีความสมบูรณ์แบบ เราก็แย่น่ะสิ หน้าซีดกันเป็นแถวเพราะตัวเราเองนั้น เราเป็นมนุษย์มีอาการเหนื่อยได้ ไม่สามารถทำงานได้เสมอต้นเสมอปลายเหมือนเครื่องจักรแน่นอน จะทำอย่างไรดีเมื่อต้องเจอสาเหตุแบบนี้ มีเพียงเหตุผลเดียวที่เราจะทำได้นั่นก็คือการพัฒนาความรู้ของตัวเอง ต่อยอดความสามารถให้ก้าวกระโดดไปขั้น ไม่ใช่ว่าต้องก้าวกระโดดไปถึงสามารถเขียนระบบออกมาเพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขียนระบบสร้างหุ่นยนต์ทำงานอัตโนมัติ เพราะถ้าทำได้ขนาดนั้นเราคงไม่ต้องมาเป็นพนักงานลูกจ้างกินเงินเดือนหรอก สู้ทำกิจการเองยังเสียดีกว่า

เครื่องจักรทำงานแทนคน

ระบบดี แต่มีต้นทุนสูง คุ้มไหมต้องคิดดูก่อน

ปัจจุบันยังมีหลายงาน มีหลายส่วนและหลายบริษัทที่จำเป็นและต้องใช้แรงงานคนอยู่ เนื่องจากการบริหารเครื่องจักรที่มีระบบเสถียรมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงหากกิจการไม่ใหญ่จริง การลงทุนกับเครื่องจักรเหล่านี้คงจะไม่คุ้ม แต่เราเองก็ประมาทไม่ได้เพราะเทคโนโลยีถือเป็นตัวอันตรายอย่างแรง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนค่าสินค้าเหล่านี้จะถูกลเรื่อยๆเพราะมีเทคโนโลยีใหม่มาแทนที่ เปรียบเสมือนซื้อ iPhone 7 ในเวลานี้ผ่านไปอีกห้าปี iPhone 7 จะขายดีได้ดีซักแค่ไหนกัน อย่างมากเต็มที่ก็ไม่เกิน 10,000 นี่คือความน่ากลัวและความน่าสนใจของเทคโนโลยีของบนโลกของเรา

เมื่อเราเป็นคนทำงานกินเงินเดือน พนักงานประจำตามออฟฟิตหรือว่าตามสำนักงานย่อยต่างๆ เราควรจะมองให้เห็นภาพว่าแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตช่วงยุคสมัยที่เรายังมีชีวิตทำงานอยู่นั้น มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนบ้าง ไม่ต้องสนใจว่ามันจะถูกต้องหรือผิด ก็อยากให้เราคิดเอาไว้ล่วงหน้าเสียก่อน บางทีถึงมันจะไม่ถูกต้องเสมอไป แต่อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำแล้ว อย่าไปคิดว่า เราไม่รู้อนาคตที่แท้จริงจะไปเสียเวลาลองผิดลองถูกเพื่ออะไรกัน อาจจะเสียเวลาเปล่าเสียด้วย แต่ในทางกลับกัน คนเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะมีการพัฒนาได้ช้าหรืออาจจะเป็นคนตกงานในอนาคต ถือเป็นกลุ่มสุ่มเสี่ยงมากกว่าคนที่รู้จักพัฒนา ถึงมันจะไม่ถูกต้องเสมอไป แต่บางครั้งก็อาจจะเจอลู่ทางช่องทางอื่นที่ดีกว่าเดิมเพื่อลดความเสี่ยงจากการตกงานก็เป็นได้ หรือหากถูกทางก็จะยิ่งเสริมสร้างโอกาสความก้าวหน้าให้กับงานของเราได้เช่นเดียวกัน

อย่ากลัวความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

มนุษย์เราทุกคนเกิดมาก็เสี่ยงแล้ว… เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องใช้ชีวิตในโลกอยู่ เราก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้โลกของเราที่มีเปลี่ยนไปตามกลไกของมัน เราไม่ใช่ผู้ควบคุมโลกแต่เราเป็นผู้ที่อาศัยอยู่บนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ใครที่อยู่นิ่งเฉยก็เท่ากับว่าปล่อยให้ชีวิตตัวเองถอยหลัง ถ้าไม่อยากเจอเด็กรุ่นใหม่แซงหน้าหรือแม้แต่รุ่นเดียวกันแย่งตำแหน่งที่สูงกว่า ก็จงอย่าประมาทในชีวิตการทำงาน งานคือเงิน เงินคืองาน งานคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

อาชีพโปรแกรมเมอร์

งานหน้าทำปี 2017 ต้องยกให้อาชีพโปรแกรมเมอร์

นับวันโลกของเรายิ่งเข้าสู่ช่วงยุคของเทคโนโลยีข้อมูลสื่อสารต่างๆ การค้าขายไปมาโดยปราศจากอินเตอร์เน็ตจะค่อยๆตายลงตามตลาดอย่างช้าๆ จะเหลือเพียงไม่กี่ธุรกิจเท่านั้นที่สามารถทำแบบออฟไลน์ได้และไม่มีผลกระทบมากนัก สำหรับอาชีพหรืองานประจำที่น่าทำช่วงปีนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของอาชีพ “โปรแกรมเมอร์”

ทำไมโปรแกรมเมอร์ถึงจำเป็นในยุคนี้

ทำไมน่ะหรือ…? คำตอบง่ายนิดเดียวครับ เพราะยุคนี้แต่ละบริษัทไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับซอฟต์แวร์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือต่อให้ไม่เกี่ยวก็ตาม ทุกบริษัทจะต้องมีคอมพิวเตอร์ใช้ในองค์กรรวมไปถึงการเขียนระบบจัดการบริหารพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดงบรายปี บัญชีรายเดือน การทำข้อมูลเบิกจ่ายหรือการดูสถิติยอดขายในแต่ละเดือนแต่ละวันเพื่อนำมาเปรียบเทียบ ทุกอย่างนั้นจะเป็นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด แน่นอนว่าจะต้องพึ่งอาชีพโปรแกรมเมอร์ สมัยนี้คงไม่มีพนักงานบัญชีคนไหนเอาปากกามานั่งเขียนเอกสารทำงบการเงินแน่นอน นอกจากจะเสียเวลาแล้วยังไม่มีไฟล์แบคอัพข้อมูล การที่ใช้คอมพิวเตอร์บริหารกินการถือเป็นเรื่องที่ดีกว่าและนับวันก็จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้น ระบบจะมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทุกวันนี้ ภาษาโปรแกรมที่นิยมใช้กันก็มีมากกว่า 20 ถึง 30 ภาษาเข้าไปแล้ว แต่ละโปรแกรมเมอร์ก็จะมีความถนัดในแต่ละภาษาค่อนข้างแตกต่างกัน น้อยคนนักที่จะเก่งหลายภาษาพร้อมๆกัน มันเลยทำให้โปรแกรมเมอร์เองก็มีความเสี่ยง

ความเสี่ยงของอาชีพโปรแกรมเมอร์

ถึงจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากแต่ใช่ว่าโปรแกรมเมอร์ทุกคนจะมีงานมารองรับอยู่เสมอ หากว่าเราจะไม่เก่งจริงแล้วหากยิ่งเรียนภาษาที่ในยุคปัจจุบันไม่นิยมใช้งานกันตามบริษัทต่างๆ โอกาสตกงานก็จะยิ่งสูงเพิ่มขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะทำบริษัทเขียนเกมส์ สร้างเกมเป็นในอนาคต แต่ปัญหากับกลายเป็นว่าเราดันไปเรียนภาษา PHP ซึ่งไม่ค่อยได้เกี่ยวกับโครงสร้างเกมส์มากนัก แต่ไปเกี่ยวกับในเรื่องของดาต้าเบสเว็บไซต์มากกว่า แบบนี้เราก็อาจจะจบมาแล้วทำงานได้ไม่ตรงกับที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มต้น หรือถ้าในอนาคตแนวโน้มการเล่นผ่านเว็บไซต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง คนหนีไปเล่นผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือมากขึ้น อาชีพโปรแกรมเมอร์สาย PHP ก็อาจจะต้องตกงานเยอะเพราะข้อมูลของการเขียน PHP เมื่อเทียบกับ Java แล้ว การเขียนภาษา Java อาจจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าสำหรับการเขียนแอพพลิเคชั่นบนมือถือ

อาชีพเขียนโปรแกรม

ดังนั้น ถึงแล้วจ้าเรียนมาตรงกับสายโปรแกรมเมอร์ที่กำลังมีความต้องการของตลาดค่อนข้างสูงและยังมีความต้องการอีกหลายปีข้างหน้า โปรแกรมเมอร์อย่างเราเองก็จำเป็นที่จะต้องดูแนวโน้มของอนาคตเรื่องพฤติกรรมผู้ใช้ในแต่ละปี มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราควรจะศึกษาภาษาโปรแกรมไหนต่อยอดไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้เกิดอาการตกงานชั่วขณะ จริงๆแล้วการเขียนภาษาทุกภาษาจะมีโครงสร้างคล้ายกัน คือมีการสร้างตัวแปร มีการสร้างเงื่อนไข มีการใส่ค่าข้อมูลเพื่อที่จะให้มันนำมาคำนวณและประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นในรูปของรูปภาพหรือตัวเลขหรือข้อความ ดังนั้นหากเราเก่งซักภาษาใดภาษาหนึ่ง มันจะไปเรียนต่อในภาษาโปรแกรมอื่นได้ไม่ยากเย็นนัก

หากว่าเรากำลังอยู่ในช่วงวัยเรียน เราก็ลองดูว่าอาชีพไหนที่เราอยากจะทำงานหลังจากเรียนจบและมันมีความต้องการในตลาดมากน้อยเพียงใด หากว่าอาชีพที่เราอยากทำมีความต้องการตลาดน้อย อาทิเช่น การเป็นศิลปินวาดรูป เป็นนักร้อง เป็นนักแสดง เป็นผู้กำกับหนัง กลุ่มเหล่านี้อาจจะต้องใช้ความสามารถและศักยภาพรวมถึงต้องรู้จักไขว่คว้าโอกาสให้เข้ามาหาตัวมากกว่าคนอื่นๆในสายเดียวกัน เพราะความต้องการในตลาดเมื่อเทียบกับอาชีพอื่นถือว่าสู้ไม่ได้เลย แต่ในทางกลับกัน หากว่าเราไปได้ดี โอกาสที่จะรวยจากอาชีพที่เรารักก็ยังมีอยู่เสมอว่า ทุกอาชีพทำแล้วรวยได้เสมอแม้แต่แม่ค้าขายข้าวแกงตามตลาดนัด ก็ยังสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญาได้หลายคน สร้างบ้านสร้างอนาคตก็สามารถทำได้ขอเพียงแค่เรามีความขยัน และความใฝ่ในอาชีพที่เราทำ ส่วนใครที่อยากจะเล่นตามกระแสอาชีพโปรแกรมเมอร์ก่อนแนะนำ โอกาสตกงานจะยากกว่าคนอื่นแต่ประเด็นก็คือเราต้องทำให้เป็นจริงๆนะ ไม่ใช่เขียนได้แค่แบบงูๆปลาๆ นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ แบบนั้นต่อให้เราเรียนตรงสายก็ไม่มีคนรับทำงาน