5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19

5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19

ขึ้นชื่อว่าการหางานประจำแล้ว ไม่ว่าจะช่วงไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่บริษัททั้งเล็กทั้งใหญ่ต่างก็ทยอยเลิกจ้างพนักงานกันเป็นแถว ๆ ไหนจะคนตกงานจากปีก่อน ๆ หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนงาน แถมยังมีพวกเด็กจบใหม่ไฟแรงที่คอยแย่งงานที่มีอยู่จำกัด เรียกได้ว่าเดินไปไหนแทบจะเจอแต่คนหางานก็ว่าได้

ดังนั้น วันนี้เราจึงมี 5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19 มาฝากกัน

1.ตื่นตัวอยู่เสมออย่าเพิ่งหมดหวัง
สิ่งที่คนหางานต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ตื่นตัวอยู่เสมอ อย่าหมดหวัง อย่าจิตตก อย่าเลิกล้มความตั้งใจเป็นอันขาด เพราะถึงแม้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเร็ว ๆ นี้ แต่วิกฤติย่อมมาพร้อมโอกาส องค์กรต่าง ๆ ยังมีการจ้างงานอยู่มากพอสมควร รวมถึงงานออนไลน์ต่าง ๆ ที่นับวันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะยังไม่เป็นใจ ขอเพียงยังมีความหวังย่อมต้องมีงานดี ๆ เข้ามาสักวันหนึ่ง ระหว่างนี้ก็ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม เพิ่มพูนทักษะในด้านต่าง ๆ ของตัวเองเท่าที่จะทำได้

2.สร้างโปรไฟล์ของตัวเองให้โดดเด่นที่สุด
แน่นอนว่าการหางานย่อมต้องเจอคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้น การเขียนประวัติการทำงานหรือ Resume ที่ดีต้องมีความกระชับ ไม่เวิ่นเว้อ แต่โดดเด่น ส่วนใหญ่มักเป็นการ “สรุป” ประวัติการศึกษา ผลงาน ตลอดจนประสบการณ์ทำงานต่าง ๆ ที่เป็นหมัดเด็ดของตัวเองไว้ให้ครบถ้วนที่สุด และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ทักษะ” พิเศษต่าง ๆ นอกเหนือจากความรู้ความเชี่ยวชาญที่ร่ำเรียนมา เช่น ทักษะด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ทักษะด้านภาษาที่ 3, ทักษะด้านการขับขี่ยานพาหนะ หรือแม้แต่ทักษะด้านดนตรี/กีฬา หากคิดว่ามันเป็นประโยชน์กับงานที่ต้องการสมัครก็ให้ใส่ลงไปด้วย ยิ่งมีทักษะพิเศษมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความโดดเด่นให้กับโปรไฟล์ของเรามากยิ่งขึ้นเท่านั้น

3.หางานตามช่องทางออนไลน์
นอกจากการเดินไปสมัครงานตามหน้าบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ โดยตรงแล้ว ปัจจุบันยังมีเว็บไซต์หางานต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่เปิดให้เราสามารถเข้าไปฝากโปรไฟล์หรือ Resume ให้แผนกหางานของแต่ละบริษัทหรือองค์กรเข้ามาเลือกดูอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่หลายบริษัทปรับมาเป็นการทำงานออนไลน์มากขึ้น การฝากประวัติไว้ตามช่องทางออนไลน์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสหางานได้มากขึ้น

4.อย่าหยุดหางานแม้จะรอผลสัมภาษณ์
แม้ว่าเราจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ตราบใดที่ผลการสัมภาษณ์ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ ถึงต่อให้มีโอกาสสูงแค่ไหนที่จะได้งานก็ตาม เราต้องไม่หยุดหางาน ไม่ควรนั่งรออยู่เฉย ๆ แต่ต้องสร้างทางเลือกที่สองที่สามเผื่อไว้เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่า ฉะนั้นขอให้สมัครงานไปเรื่อย ๆ ดีไม่ดีอาจได้งานที่ดีกว่าที่แรกก็ได้

5.อย่าแสดงทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับงานเก่า
ข้อผิดพลาดของคนหางานที่พบได้บ่อยมากที่สุด นั่นคือ ระหว่างสัมภาษณ์งานมักการแสดงทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับงานเก่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ โดยไม่พูดถึงข้อดีของงานที่เคยทำเลย ตัวอย่างเข่น ต่อว่านายจ้างหรือบริษัทเดิม เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นทัศนคติลบ ๆ ด้านการทำงานของเราแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการไม่รู้จักกาลเทศะของเราด้วย ซึ่งอาจทำให้การสัมภาษณ์ไม่ผ่านนั่นเอง

การทำงานเป็นการแสดงความสามารถและใช้ความรู้และทักษะที่ร่ำเรียนมา การทำงานประจำจะทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า สร้างความหมายของการมีชีวิตอยู่และมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพต่อไปได้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในช่วงสถานการณ์ covid-19 นี้

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า! เพื่อชีวิตงานประจำที่แฮปปี้

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า! เพื่อชีวิตงานประจำที่แฮปปี้

การทำงานประจำในองค์กร ต้องทำงานร่วมกับคนหมู่มาก และในบางครั้งพฤติกรรมหรือคำพูดของเราอาจสร้างความรำคาญใจให้กับเพื่อนร่วมงานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่ควรทำในที่ทำงาน มีดังนี้

1.คุณนาย/คุณชาย สายเสมอ ด้วยวัยทำงานเป็นวัยเดียวกับที่หลายคนกำลังสร้างครอบครัว จึงทำให้หลายคนต้องดูแลลูกและสมาชิกครอบครัวให้เรียบร้อยก่อนมาทำงาน แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการมาทำงานสายอยู่บ่อยครั้ง เพราะในองค์กรเดียวกันก็มีเพื่อนร่วมงานที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบคล้าย ๆ กับคุณ ดังนั้นหากรู้ตัวว่างานประจำมีภาระที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนถึงเวลาทำงาน ก็ควรรีบตื่นมาจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งการจัดตารางเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยครบถ้วนได้รวดเร็วขึ้น

2.การใช้ถ้อยคำหรือน้ำเสียงกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่งใดก็ตาม การใช้น้ำเสียงและคำพูดที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการใช้น้ำเสียงหรือถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษในที่ทำงานได้ รวมถึงการตำหนิติชมต่าง ๆ ควรเลือกทำในสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว และไม่ควรพูดคุยเสียงดังเกินไปจนรบกวนการทำงานของผู้อื่น

3.ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น การเปิดเพลง การเปิดเสียงโทรศัพท์ หรือการพูดคุยที่ดังจนเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเปิดเพลงและเปิดเสียงโทรศัพท์ที่ดังจนเกินไปสามารถทำลายสมาธิในการทำงานของผู้อื่นได้ ดังนั้นหากต้องการฟังเพลง ก็ควรใส่หูฟังและเปิดในระดับเสียงที่พอดี และทางที่ดีควรปิดเสียงโทรศัพท์ ใช้ระบบสั่น หรือเปิดในระดับที่เบาที่สุดแล้วเอาไว้ใกล้ตัวแทน

4.ป่วยแต่ไม่ยอมหยุดงาน หลายคนขยันทำงานมากเกินไปจนไม่อาจละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบงานประจำได้แม้ว่าตัวเองจะป่วยหนักก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่ไม่ใช่พฤติกรรมที่สามารถสร้างความประทับใจในการทำงาน เพราะการทำงานทั้งที่ป่วยอาจทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพและยังเป็นการกระจายเชื้อโรคให้กับเพื่อนร่วมงานอีกด้วย ดังนั้นหากรู้ตัวว่าป่วย ควรกินยา พักผ่อนให้เพียงพอ หรือไปพบแพทย์และลาป่วยให้ถูกต้อง เมื่อร่างกายกลับมาแข็งแรงเป็นปกติแล้ว ค่อยกลับมาจัดการงานให้เต็มที่

5.เป็นมิตรมากเกินไป การสร้างไมตรีด้วยการยิ้มหรือพูดคุยเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่บางคนเข้าใจผิดและพยายามสร้างมิตรด้วยการแซวหรือพูดล้อเลียนกับเพื่อนร่วมงานมากเกินไป ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกอึดอัดเท่านั้น แต่ยังสร้างความรำคาญใจจนไม่อยากอยู่ใกล้อีกด้วย

การควบคุมพฤติกรรม อารมณ์ และคำพูด ให้ถูกกาลเทศะ และยกเลิกการทำพฤติกรรมแปลก ๆ ทั้ง 5 พฤติกรรมที่กล่าวมา จะทำให้คุณกลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าและสามารถทำงานประจำกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างราบรื่น

บริษัทควรรู้สวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ทำงานประจำอยากได้

บริษัทควรรู้สวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ทำงานประจำอยากได้

การทำงานประจำนั้น นอกจากจะได้เงินเดือนอย่างแน่นอนในแต่ละเดือนแล้ว ยังมีสวัสดิการอีกหลายอย่างที่มีการสำรวจว่าคนรุ่นใหม่ต้องการ และใช้ในการพิจารณาว่าจะตัดสินใจตกลงเซ็นสัญญาทํางานกับที่ใด เรามาดูกันว่ามีสวัสดิการอะไรบ้างที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

1.เงินโบนัส
หากบริษัทมีนโยบายให้เงินโบนัสแก่พนักงานประจำเทียบเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน จะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทำงานต่อเนื่องนานที่สุด หรือนิยมยื่นใบสมัครงานมากที่สุด เพราะตอบโจทย์ความต้องการมีเงินเก็บให้ได้มากในเวลารวดเร็ว

2.มีประกันสังคม
แม้คนไทยทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทได้ หรือใช้สิทธิ์ของประกันสุขภาพและประกันชีวิตที่จ่ายเอง แต่เมื่อทำงานประจำ พนักงานเกือบทุกคนต่างคาดหวังที่จะได้ใช้สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่เลือกได้เอง และยังได้สะสมเงินสมทบจากบริษัทเข้าระบบประกันสังคม ให้ได้ถอนใช้ในวันที่อายุ 55 ปีด้วย หากนายจ้างไม่มีประกันสังคมให้ โอกาสที่จะได้คนทำงานต่อเนื่องยาวนานก็จะน้อยลง

3.การเบิกค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว
หากมีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลให้แก่พ่อแม่และบุตรได้เช่นเดียวกับระบบราชการ จะทำให้พนักงานคนรุ่นใหม่ทำงานต่อเนื่องกับบริษัทได้นานขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่มีความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายหากมีความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว จะได้ไม่ต้องกู้เงินฉุกเฉินหรือกระทบต่อระบบเงินสำรองของตนเอง

4.ยืดหยุ่นเวลาและสถานที่ทำงาน
เนื่องจากในปัจจุบันที่มีไวรัสโควิดระบาด บริษัทหลายแห่งจึงอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้านหรือ work from home มากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทำงานประจำในบริษัท และต้องการให้มีการผลักดันนโยบายทำงานได้จากที่บ้านในตำแหน่งที่ตนเองทำอยู่ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพและทำให้มีเวลาให้แก่ครอบครัวมากขึ้น

5.มีประกันชีวิต
สำหรับตำแหน่งงานที่เสี่ยง เช่น การขับรถบรรทุกส่งของต่างจังหวัด การทำงานในสถานที่เสี่ยงต่อภัยขั้นร้ายแรง เช่น ระเบิดไฟไหม้ ฯลฯ คนทำงานประจำเหล่านี้ต้องการให้บริษัททำประกันสุขภาพและประกันชีวิตให้โดยอัตโนมัติด้วย

6.การมีเบี้ยขยัน
การมีเบี้ยขยันหรือเงินพิเศษ เป็นแรงจูงใจสำหรับงานขายสินค้า หรือคนที่ต้องทำงานนอกเวลา เพื่อผลักดันให้ทำงานแล้วเสร็จทันกับความต้องการของลูกค้า หากมีเบี้ยขยันให้ ก็จะส่งผลดีต่อความรู้สึกและอยากทำงานกับองค์กรนั้น ๆ นานขึ้น

การสำรวจความต้องการของคนทำงานประจำที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ฝ่าย HR หรือฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลควรนำไปพิจารณากับผู้บริหารเพื่อหาทางออกที่ดี ในการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกัน และทำให้พนักงานคนรุ่นใหม่ทำงานกับบริษัทได้นานขึ้นด้วย

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจทำในปัจจุบัน แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง หลายคนก็มีปัญหาหนี้สินและอาจจะไม่มีเงินเก็บเพื่อการลงทุน เราจึงรวบรวมอาชีพเสริมที่น่าสนใจที่คุณก็สามารถใช้ฝีมือหรือความสามารถส่วนตัวทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนแต่อย่างใด

  1. สอนพิเศษ

ถ้าคุณมีความสามารถในศาสตร์ใดเช่น ศิลปะ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ หรือ แม้แต่ทักษะด้านกีฬา เช่น ว่ายน้ำ โยคะ วิ่ง ปั่นจักรยาน ก็สามารถรับสอนพิเศษได้ โดยเลือกระดับของผู้เรียนตามความชำนาญของคุณในวิชาการหรือทักษะกีฬานั้น

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีสถานที่เป็นตึกของตัวเอง สามารถไปสมัครเป็นครูสอนทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ ลองติดต่อตามโรงเรียนสถาบันสอนพิเศษ หรืออาจใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น โรงอาหาร ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าเป็นที่สอนก็ได้

  1. รับจ้างพิมพ์งานและเขียนบทความออนไลน์

การซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ดีในอนาคต ถ้าคุณมีความสามารถในการพิมพ์ดีดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือเขียนบทความวิชาการ พร้อมหารูปประกอบที่สวยงามได้ คุณก็มีโอกาสรับงานสร้างรายได้จากการทำงานผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ คุณสามารถสมัครเป็นนักเขียนผ่านทางเว็บไซต์หรือเข้ากลุ่ม Facebook เฉพาะทาง ที่มีการเปิดรับเพื่อนนักเขียนอยู่ตลอดทั้งปีก็ได้เช่นกัน

  1. รับจ้างดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

ถ้าคุณเป็นคนที่รักการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ชอบดูแลผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ลองติดต่อตามสถานดูแลของเอกชนใกล้บ้าน หรือแนะนำตัวกับคนรู้จักที่อาจต้องการคนดูแลสมาชิกในครอบครัว แต่ทั้งนี้ หากคุณจะสมัครในบริษัท ก็อาจต้องมีเกณฑ์คุณสมบัติบางอย่างที่ใช้คัดเลือก เช่น เคยผ่านการอบรมหลักสูตรใดมาบ้างหรือไม่

แต่เรายืนยันได้ว่าในอนาคตจะมีความต้องการอาชีพในสายงานนี้อย่างมาก เนื่องจากคนในวัยทำงานจำเป็นต้องทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางวันมากขึ้น เพื่อหารายได้เข้าสู่ครอบครัว กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการคนทำงานด้านนี้จึงกว้างมากในอนาคต

  1. ทำการ์ตูนแอนิเมชั่นและสติกเกอร์ไลน์

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านศิลปะ สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวาดตัวการ์ตูน สามารถทำรายได้จากการขายฝีมือ ทำการ์ตูนหรือสติกเกอร์ได้ เพราะมีคนต้องการผู้มีไอเดียที่แตกต่างทำการ์ตูน เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์ใช้ในการประกอบบทความ หรือหากทำเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นเพื่อใช้ทำคลิปยูทูปได้ ก็จะยิ่งได้รับโอกาสว่าจ้างทํางานสูง

หากคุณมีความสามารถในการทำสติกเกอร์ไลน์ คุณก็สามารถทำสติกเกอร์เป็นของตัวเอง โดยจะมีรายได้จากการดาวน์โหลด หรือจะรับจ้างทำให้กับแบรนด์สินค้าของลูกค้าก็ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การหาอาชีพเสริมในปัจจุบันทำได้หลากหลายช่องทาง โดยคุณไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมากมายแต่อย่างใด เพียงแค่คุณต้องพัฒนาตัวเองในทักษะที่คุณสนใจ พยายามเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ อยู่เสมอ คุณก็สามารถมีช่องทางหารายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวเพิ่มได้อีกหลายทางเลยทีเดียว

ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

การที่ปัจจุบัน  เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิต ประกอบกับการมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทุกวัน หลายคนจึงเริ่มวางแผนการเงิน และต้องการทำประกันสังคมเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความเจ็บป่วยในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อสงสัยและความกังวลใจอยู่ว่า กรณีเป็นบุคคลทำงานอิสระ เป็นแม่บ้านหรือไม่มีงานประจำ จะสามารถทำได้ หรือไม่  เราจึงรวบรวมหาคำตอบมาไว้ให้ที่นี่แล้ว

ไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

ไม่มีงานประจำก็สมัครในมาตรา 39  หรือ 40 ได้

การทำประกันสังคม  หากเป็นคนที่ไม่เคยทำงานในองค์กร หรือสังกัดหน่วยงานใดมาก่อน สามารถสมัครเป็นผู้ประกันต่อเนื่องในมาตราที่ 40 ได้เลย ในกรณีเคยมีสิทธิประกันสังคมมาก่อน (จะเรียกว่ามาตรา 33) ในช่วงทำงานประจำ แต่ปัจจุบันเพิ่งลาออกมา (ช่วงเวลาไม่เกินหกเดือน) เพื่อทำอาชีพอิสระหรือเป็นแม่บ้าน ก็ต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนเองในมาตรา 39  คือ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองเดือนละ 432 บาท โดยหักบัญชีธนาคารหรือชำระเงินสดตามเคาน์เตอร์บริการ เช่น โลตัส 7-11 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ

สิทธิประโยชน์ต่างกันอย่างไรระหว่างประกันสังคมมาตรา 39  และ40

ผู้ประกันตัวเองในมาตรา 39 จะมีสิทธิตามกฎหมายอยู่หกด้าน คือ กรณีเจ็บป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล กรณีคลอดลูก เมื่อมีเหตุทำให้พิการ (ทุพพลภาพ) เงินช่วยค่าทำศพ หากเสียชีวิต สิทธิในการสงเคราะห์บุตร และเบี้ยชราภาพ ส่วนผู้มีสิทธิประกันสังคมในมาตรา 40 จะได้ 4 สิทธิ์ คือ ชดเชยการขาดรายได้หากป่วยต้องนอนโรงพยาบาล (จะได้ในอัตรา 200 บาท ต่อวัน แต่ห้ามเกิน 30 วันต่อปี) หรือพิการ (ได้รับเงิน 500  ถึง 1000 บาททุกเดือน) ค่าทำศพกรณีเสียชีวิต (จะได้รับเงิน 2หมื่นบาท) และเงินบำเหน็จชราภาพ (จะได้รับทั้งส่วนเงินต้นที่ส่งสะสม และดอกเบี้ยเมื่ออายุ 60 ปี)

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ทำประกันสังคมสามารถเลือกเองได้ว่าจะต้องการสิทธิ์นี้หรือไม่  หากไม่ต้องการก็ชำระเงินสมทบเพียง 100 บาททุกเดือน แต่หากต้องการรักษาสิทธิ์นี้ต้องส่งเดือนละ 150 บาท

ดังนั้นจุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างมาตรา 39  และ 40 คือ การที่มาตรา 40 จะไม่มีการได้สิทธิ์ช่วยค่าใช้จ่ายกรณีเจ็บป่วย คลอดลูก สงเคราะห์บุตร แต่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทอง หรือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับการดูแลค่าใช้จ่าย (ค่ายา ค่าห้องพักรักษาตัวกรณีต้องค้างในโรงพยาบาล)  ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่า ต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีตัวเองมีสิทธิ์อยู่ เท่านั้น (สามารถเช็คผ่านเว็บไซต์ หรือสำนักงานเขตที่มีทะเบียนบ้านอยู่)

การทำประกันสังคมสำหรับผู้ไม่มีงานประจำ ไม่ว่าเลือกเป็นมาตรา 39  หรือ 40 ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อตัวของผู้ทำประกันสังคมเอง รวมถึงครอบครัวและผู้ที่เป็นทายาทของผู้ใช้สิทธิ์ด้วย (เช่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ) จึงควรศึกษาข้อมูลและทำไว้เสียแต่เนิ่น ๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรสอบถามสำนักงานประกันสังคมได้ที่เบอร์อัตโนมัติ 1506