ทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงเกลียดงาน

ทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงเกลียดงานประจำ

1. คงอาชีพเดิมตั้งแต่เรียนจบ

เมื่อคุณเป็นคนที่มีแต่ความอยากหาเงิน เลยหาช่องทางอาชีพในอนาคตไม่ได้ หลังจากที่ทำงานมานานหลายปี จึงทำให้คุณขังตัวเองอยู่ในช่องแคบของการหาเงิน และยิ่งถ้าคุณเงินเดือนสูง ก็จะทำให้คุณกลัวที่จะย้ายงานหรือหางานใหม่จึงไม่แปลกที่จะต้องเจอกับอาชีพเดิม ๆ จำเจ ไปตลอด

2. แรงจูงใจภายนอก

การที่คุณได้รับเงินเดือน จะทำให้เกลียดงานที่ทำอยู่มากขึ้น ปกติคนเราจะมีความสุขจากการกระทำมากกว่าเงินที่ตัวเองได้รับ

3. กำลังคิดว่าตัวเองทำงานผิดจุดประสงค์

เพราะคำว่าเงิน คุณจึงไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากทำได้ เด็กสมัยนี้มีความฝันอยากประกอบอาชีพพ่อค้าแม่ค้า แต่ต้องตั้งใจเรียน เพื่ออาชีพที่มั่นคงกว่าในอนาคต

4. ไม่ได้ใช้ความสามารถในงาน

คุณรู้สึกเหมือนทำงานธรรมดา ๆ ทั้ง ๆ ที่ความสามารถของคุณมีมากกว่านั้น และยิ่งถ้าไม่ได้ทำงานตรงกับสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ ก็จะรู้สึกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรจากงานที่ทำอยู่

5. งานที่ทำไม่มีความหมาย

การที่คุณต้องนั่งทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อแลกเงินเดือน คุณจะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความหมายกับตัวเองเลย และคุณก็จะรู้สึกว่าเวลาที่ยุ่ง ๆ กับการนั้นมันก็แค่เวลาที่มาทำให้หมดไปวัน ๆ มันจะเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทุ่มความสนใจให้กับงานที่ไม่ชอบ

6. โดนบังคับ

หากคุณโดนบังคับให้ทำงาน คุณคงไม่ชอบแน่ ๆ และไม่มีใครอยากโดนบังคับให้ทำงานให้ทำงานเป็นปี ๆ ถ้าหากมีคนบังคับให้คุณทำ แม้สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่คุณชอบก็ตาม ยังไงคุณก็ต้องเบื่อ และต้องเกลียด จริง ๆ แล้วไม่มีใครเบื่องานที่ทำ แต่เบื่อกับการโดนบังคับซะมากกว่า

7. ไม่สามารถควบคุมอะไรได้

นี่ก็ถือว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณไม่ชอบงานของตัวเอง หากคุณไร้ซึ่งอำนาจ ความชอบในการทำงานนั้น ส่วนใหญ่มักเกิดจากการมีอำนาจและมีตัวตนอยู่ในสถานที่ทำงาน ถ้าคุณได้ทำงานจากการตัดสินใจของผู้อื่น คุณจะเบื่อหน่ายกับการทำงานนั้นทันที

ทำไมคนส่วนใหญ่ ถึงเกลียดงานประจำ

การพัฒนาตัวเองให้เยี่ยมยอด สูตรสำหรับพนักงานประจำ 2018

การพัฒนาตัวเองให้เยี่ยมยอด สูตรสำหรับพนักงานประจำ 2018

ปัจจุบันเป็นยุคที่มีการแข่งขันกันสูงทั้งทางเศรษฐกิจและทางสังคม ซึ่งส่วนหนึ่งก็ทำให้เกิดการช่วงชิงตำแหน่งงานที่ดี มีผลตอบแทนสูงในองค์กรต่าง ๆ เรียกได้ว่า มีบุคคลที่มีฝีมือ และมีความสามารถจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะเข้ามานั่งเก้าอี้แทนที่คุณตลอดเวลา หากคุณหยุดนิ่งไม่พัฒนาตัวเอง ดังนั้น เราจึงขอนำเสนอวิธีการพัฒนาตัวเองให้เป็นพนักงานยอดเยี่ยมฉบับปี 2018 ดังนี้

ค้นหาจุดบกพร่องของตัวเอง

เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่ใครก็ตามจะยอมรับว่าตัวเองมีข้อด้อยหรือข้อจำกัดอะไรที่เป็นสิ่งกีดขวางความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือทำให้คนรอบข้างเอือมระอาอยู่เสมอ แต่หากเปิดใจยอมรับในจุดนี้และรีบแก้ไขก่อนที่จะเกิดผลเสียในการทำงานเป็นทีม ก็จะย่อมเห็นผลลัพธ์ที่ดี ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างแน่นอน

ทำบททดสอบด้านจิตวิทยาดูบ้าง

หากอยู่ในช่วงเวลาที่สับสนในชีวิต หรือค้นหาความเป็นตัวเอง สามารถใช้ตัวช่วยดี ๆ อย่างบททดสอบและวิเคราะห์ทางจิตวิทยาที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งในปัจจุบันมีบริการแบบออนไลน์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ อันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการสำรวจและทำความเข้าใจกับตัวเองในเชิงลึก นำมาซึ่งความเข้าใจในเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกค้า ฯลฯ ด้วยเช่นกัน

สร้างเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

การทำงานด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งที่คุณรู้สึกว่าเป็นความท้าทายที่มีความเป็นไปได้ จะทำให้คุณเกิดพลังและความกระตือรือร้นยิ่งกว่าที่เคย ซึ่งจะ ทำให้เกิดออร่าความสดใสที่ใคร ๆ รอบตัวก็สามารถสังเกตและอยากร่วมงานกับคุณ เพราะเขารู้สึกว่าคุณจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ทีมมีความก้าวหน้าด้วยไอเดียเจ๋ง ๆ อย่างแน่นอน

เข้าคอร์สเสริมบุคลิกภาพและอัพเดตการเรียนรู้

การทำงานแต่ภายในองค์กรโดยที่ขาดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลภายนอกทั้งเชิงทัศนคติ เทคโนโลยีและวิชาการ ย่อมทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและเฉื่อยชาลงไปเรื่อย ๆ ทั้งยัง ทำให้สูญเสียบุคลิกภาพแห่งความเป็นผู้นำที่รอบรู้และน่าเกรงขามไปด้วย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ ต้องหาโอกาสไปอบรมสัมมนากับองค์กรภายนอก หรือเข้าคอร์สด้านบุคลิกภาพเพื่อเรียกความมั่นใจและเป็นการอัพเดตตัวเองในสายงานประจำอย่างดีที่สุด

วิธีการที่เราแนะนำไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์และจุดไฟในการทำงานประจำของหลายคนให้กลับมาอีกครั้ง แม้บางทุกท่านจะรู้สึกว่างานประจำเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายแต่ก็ยังมีข้อดีในงานประจำอีกมากมายที่ควรคำนึงถึง เช่น สิทธิ์ในการเบิกค่ารักษาพยาบาล การมีโอกาสได้โบนัสก้อนโต ฯลฯ ซึ่งเราขอเป็นกำลังใจและขอให้ทุกท่านไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อให้มีความเติบโตในหน้าที่การงานของท่านอย่างงดงามต่อไป

การพัฒนาตัวเองให้เยี่ยมยอด สูตรสำหรับพนักงานประจำ

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

สำหรับคนที่ทำงานบริษัท หรือเป็นพนักงานประจำในที่เดิม ๆ มาหลายปี การมีเงินเดือนที่สมกับความสามารถและภาระงาน เป็นการสร้างความภาคภูมิใจและสร้างกำลังใจในการทำงานได้อย่างมาก แต่จะมีวิธีการทำอย่างไรให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนให้ เรามาดูกัน

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ

พื้นฐานของการคิดระดับเงินเดือน

เมื่อแรกเข้า จะมีการพิจารณาอัตราค่าจ้างให้ตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ (หากมี) ซึ่งในระยะแรกหลังการเรียนจบ คนส่วนใหญ่ไม่มีเรื่องประสบการณ์มาเป็นฐานในการคิดเงินเดือนสักเท่าใดนัก แต่เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง การสั่งสมความรู้ ทักษะที่จำเป็นในงานแต่ละชนิดจนเกิดคุณค่าในเนื้องานจะเป็นตัวที่บ่งบอกได้อย่างมากว่าคุณคู่ควรกับการขึ้นเงินเดือนหรือยัง

นอกจากนี้ การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในวงการเดียวกันที่ทำงานประจำในบริษัทอื่น จะสามารถรู้ได้ว่าคุณอยู่ในเกรดดี-ดีมาก ที่ควรมีค่าจ้างที่เท่าไรต่อเดือนถึงจะคุ้มค่าต่อความทุ่มเทในงาน

คำติชมและคำวิจารณ์ของคนในที่ทำงาน

การมีหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานที่หวังดีต่อคุณ จะเป็นประโยชน์ทั้งในการทำงานที่ราบรื่น และเป็นตัวชี้ได้เหมือนกันว่าคุณมีผลงานที่น่าพึงพอใจเพียงใดเมื่อเทียบกับคนอื่น เช่น หากหัวหน้ามีคำชมมากกว่าคำติให้คุณเสมอ (ต้องแยกให้ออกระหว่างการวิจารณ์เพื่อให้เกิดการต่อยอดงานที่เป็นระดับเทพอีกขั้น) และเพื่อนร่วมงานมักยึดคุณเป็นแกนนำด้านความคิด หรือการลงมือในโปรเจคกลุ่ม ก็แสดงว่าคุณอยู่ในระดับหัวกะทิที่ควรมีการสนับสนุนทั้งด้านเงินรายได้ และตำแหน่งที่สูงขึ้นได้แล้ว

นอกจากนี้ หากมีการลาออกของเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งที่สูงกว่า คุณก็ควรศึกษาว่าตำแหน่งนั้นมีค่าตอบแทนเหมาะสมเพียงใด เผื่อว่าคุณจะเสนอตัวต่อหัวหน้างานในการเลื่อนขั้น และยกระดับเงินเดือนที่คุณพึงพอใจในเวลาเดียวกันไปเลย

สร้างบุคลิกภาพที่ดีในการเจรจากับหัวหน้า

ในการคุยเรื่องสำคัญ อย่างการต่อรองขึ้นเงินเดือน ควรดูเรื่องเสื้อผ้าการแต่งกาย ทรงผม การแต่งหน้าที่พอเหมาะ ทั้งต้องเตรียมลำดับการพูดว่าควรเริ่มและจบที่ตรงไหน จึงจะทำให้การเจรจาดูกึ่งทางการและมีน้ำหนักทำให้หัวหน้านำไปพิจารณาในท้ายที่สุด การพูดแบบทีเล่นทีจริง ไม่เหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ และจะทำให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในเจรจาลดน้อยลง

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

การทำงานประจำ โดยทั่วไปมีการขึ้นเงินเดือนตามเกณฑ์และระยะเวลาเฉลี่ย เช่น ทุก 2-3 ปี แต่หากคุณรู้สึกว่าคุณมีพัฒนาการและความรับผิดชอบที่มากเกินกว่าค่าเฉลี่ย และมีโอกาสการก้าวหน้าในอาชีพอีกมากคอยอยู่ ไม่เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใดที่จะขอขึ้นเงินเดือนให้สมกับความทุ่มเทและความสามารถของคุณ

อย่าเพิ่งลาออกจากงาน ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

เคยเป็นบ้างไหม? ที่ตัวคุณเองและคนรอบข้างในที่ทำงาน มาปรับทุกข์กันในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลักษณะของงานที่ทำ จนมีความคิดว่าอยากลาออกอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ทั้งนี้ หากคิดจะลาออกด้วยอารมณ์ที่ขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ตามมาเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันว่าสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนการลาออกจากงานประจำมีอะไรบ้าง

1. มีแหล่งรายได้จากที่อื่นมาทดแทนหรือยัง

ก่อนการลาออกจากบริษัทเดิม คุณควรมีแหล่งรายได้ใหม่เสียก่อนไม่ว่าจะเป็นรายได้ประเภทรายเดือน หรืองานแบบฟรีแลนซ์ รับเป็นจ๊อบ ก็ไม่ว่ากัน หากสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละวันและเพียงพอต่อภาระครอบครัวได้เป็นอย่างน้อยในระยะ 6 เดือน หลังเปลี่ยนงาน

2. ทบทวนสิ่งที่ได้จากงานประจำที่ทำอยู่

ก่อนการลาออกจากงานประจำแบบเดิม คุณต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเหตุใดจึงทำงานที่นี่ได้เป็นเวลาหลายปี หากงานประจำที่ทำอยู่ไม่มีข้อดีเอาเสียเลย เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่สามารถหยุดรั้งความคิดชั่ววูบ เมื่อมีอารมณ์เบื่อหรือเซ็งสุด ๆ ได้ เช่น ต้องการสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้แก่ตัวเอง บิดามารดาและบุตร ต้องการโอกาสในการสร้างชื่อเสียงในองค์กรระดับประเทศ เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัว

3. มีเป้าหมายอย่างไรในชีวิตระยะสิบปีข้างหน้า

ในการทำงานทุกที่ย่อมมีแนวทางที่ชัดเจนว่าคุณสามารถเติบโตไปได้ไกลเพียงใด หากคุณยังทำงานประจำที่เดิมต่อไป ยังสามารถเลื่อนขั้นขึ้นตำแหน่งสูงขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งงานแบบไม่ประจำหรืองานแบบฟรีแลนซ์ย่อมขาดสิ่งนี้ หากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คุณยังตัดใจไม่ได้ ก็ควรชะลอความคิดจะลาออกไว้เสียก่อน

4. งานใหม่ที่คอยอยู่ตอบโจทย์ความต้องการไหม

คุณได้ถามตัวเองแน่ชัดหรือยังว่างานใหม่ที่อยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ใช่ หรือให้ในสิ่งที่งานประจำให้ไม่ได้หรือเปล่า เช่น สามารถทำให้คุณนอนตื่นสายขึ้นได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางวันละหลายชั่วโมง ทำให้คุณสามารถดูแลบิดามารดาผู้สูงวัยที่บ้านได้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ

5. พร้อมรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนหรือเปล่า

หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออาชีพที่หน้าที่การงานไม่แน่นอน ประเภทงานฟรีแลนซ์ คุณพร้อมรับความเสี่ยงจุดนี้หรือไม่ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน

การทำงานประจำมีข้อดีและข้อจำกัดเช่นเดียวกับงานประเภทอื่น ๆ จึงต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนเสมอ หากยังไม่แน่ใจก็ขอให้อาศัยความอดทนและหมั่นเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองไปก่อน รอจนกว่าจะถึงจังหวะที่เหมาะสมค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สาย

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

ข้อดีของการมีงานประจำ คิดให้ดีก่อนลาออก

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

ปัจจุบันในสังคมการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน เราล้วนมีภาระงานและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบหลายด้าน จนหลายคนรู้สึกเบื่องานและอยากลาออกมาทำอาชีพอิสระหรือค้าขายเอง ซึ่งก่อนจะตัดสินใจลาออก เราอยากให้อ่าน 8 ข้อดี ที่คุณได้รับจากงานประจำก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่สาย

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

1. ทำงานประจำยังไงก็ไม่อด

ทำงานไปแล้ว อย่างไรทุกปลายเดือนก็มีเงินเข้า หากไม่เกเร ทำงานรับผิดชอบ สุดท้ายก็ต้องได้เงินเดือนสำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่รออยู่ ทั้ง ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าเทอมลูก ฯลฯ เรียกได้ว่าอุ่นใจได้แน่นอน

2.ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการหมุนเงินลงทุน

โดยเฉพาะคนที่ทำงานฝ่ายบัญชีของบริษัท จะเห็นตัวเลขผ่านตาทุกวันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ย่อมเข้าใจว่าการไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนอะไรใหม่ ๆ ในเศรษฐกิจแบบนี้น่าจะสบายใจที่สุด

3. ไม่เหงา

การทำงานประจำ เราจะมีเพื่อนที่เข้าใจ ถูกคอ ได้คุยปรับทุกข์กันได้บ่อย ๆ เหตุผลนี้เป็น feel good ที่สุดสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงาน เพราะทีมงานที่เวิร์คจะทำให้ทำงานอย่างมีความสุขอยู่กันได้อีกยาว ๆ

4. ยังได้สวัสดิการที่ไม่มีในงานแบบพาร์ทไทม์

จุดนี้สำคัญมาก เช่น เงินเดือนช่วงลาคลอด การเจ็บป่วยใด ๆ ก็ยังมีเงินชดเชย มีรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่ไม่มีขาด

5. เวลาทำงานแน่นอน

ไม่ต้องกังวลว่าหากลูกค้าติดต่อมาตอนตีสองตีสาม ต้องตื่นมาแก้ปัญหาทางธุรกิจ เมื่อเราเปิดกิจการของตัวเอง การทำงานประจำเพียงรับผิดชอบงานตามเวลาวันละ 8 ชม. ก็เพียงพอแล้ว แล้วนำเวลาที่เหลือให้กับครอบครัว ออกกำลังกาย หรือทานอาหารอร่อย ๆ กับเพื่อนฝูงคลายเครียดดีกว่า

ข้อดีของการมีงานประจำ คิดให้ดีก่อนลาออก

6. มีที่ปรึกษา

เมื่อมีปัญหาในงานประจำ อย่างไรก็จะมีรุ่นพี่ในที่งาน เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ ยื่นมือมาช่วยเหลือ ต่างจากการออกไปทำงานฟรีแลนซ์ที่ต้องรับผิดชอบตัวเองคนเดียว

7. มีการเติบโตในสายงาน

การทำงานในบริษัท เมื่อผ่านไปหลายปีก็จะได้ยกระดับเป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการได้ในที่สุด ทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายและความภูมิใจเป็นรางวัลแห่งความพยายามอยู่ข้างหน้าเสมอ

8. วันหยุดวันลา ก็ยังได้สตางค์

วันพักร้อน-วันลากิจที่บริษัทมีให้ เราสามารถนำมาวางแผนจัดการเพื่อไปเที่ยวพักผ่อน หรือไปทำธุระส่วนตัวได้ โดยไม่ถูกตัดเงินเดือน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากการทำงานค้าขายหรืองานฟรีแลนซ์อย่างมาก ที่เมื่อหยุดงาน เงินก็จะหยุดนิ่งไปด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำงานประจำมี 8 ข้อดีที่มีความโดดเด่น ต่างจากงานอื่น ๆ จึงควรไตร่ตรองให้ดีก่อนการลาออกหรือเปลี่ยนงาน และที่สำคัญคือไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเพราะบางสิ่งไม่อาจย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้

ทำงานประจำอย่างให้ได้ปรับเพิ่มเงินเดือน

ทำงานประจำอย่างไรให้ได้ปรับเพิ่มเงินเดือน

ทำงานประจำอย่างให้ได้ปรับเพิ่มเงินเดือน

ไม่ว่าใครก็คาดหวังอยากได้เงินเดือนมาก ๆ คุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้นายจ้างปรับเพิ่มเงินเดือนให้ทุกปี เพื่อให้เพียงพอกับรายจ่ายและค่าครองชีพที่สูงมากในปัจจุบัน แต่คุณสมควรได้รับการปรับเงินเดือนหรือไม่ อย่าแน่ใจว่าเจ้านายของคุณจะเห็นด้วย เพราะการปรับขึ้นเงินเดือนจะพิจารณาปัจจัยหลายอย่างก่อนที่เพิ่มให้ค่าจ้างสูงขึ้น คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าพบเจ้านายขอปรับเพิ่มเงินเดือนและสมหวังอย่างที่ตั้งใจ

อยากให้เงินเดือนเพิ่ม ควรทำอย่างไร

พิสูจน์ผลงานของคุณ

เพียงเพราะคุณต้องการเงินเดือนเพิ่มก็ไม่ได้หมายความว่า เจ้านายและบริษัทของคุณจะยอมปรับเพิ่มเงินให้ง่าย ๆ ไม่ว่าบริษัทของคุณจะทำมาค้าคล่อง ทำกำไรได้ดีแค่ไหนก็ตาม ผู้นำบริษัทต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับเงินและไม่สามารถปรับเพิ่มเงินเดือนปลายปีให้ได้เพราะเห็นว่าลูกจ้างบางคนอาจไม่สมควรได้รับ ก่อนเข้าไปคุยเรื่องขอขึ้นเงินเดือน ควรทำการบ้านก่อนว่าที่ผ่านมามีผลงานดี ๆ อะไรบ้าง ทำประโยชน์หรือผลกำไรให้บริษัทเท่าไร เปรียบเทียบเงินเดือนและค่าตอบแทนกับบทบาทหน้าที่การงานของคุณ พิสูจน์ผลงานให้เห็นว่าเงินเดือนที่ได้รับเป็นธรรมแล้วหรือไม่

ตรวจสอบนโยบายการเลื่อนขั้น

อ่านนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนของบริษัทอย่างละเอียด ประเมินตนเองว่ามีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์หรือไม่ นโยบายการจ่ายเงินเดือนและการเลื่อนขั้นของบริษัทน่าพอใจสำหรับคุณหรือไม่ จดบันทึกในขณะที่คุณอ่านข้อมูลเพื่อรวบรวมกรณีการทำงานของตัวเองว่าสมควรได้รับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำหรือจำนวนเงินสูงสุดที่ควรจะได้รับ การประเมินผลการทำงานเป็นพื้นฐานในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง ดูว่าคุณทำงานไปถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้แล้วหรือยัง หากบริษัทของคุณไม่มีนโยบายการเลื่อนขั้นหรือจ่ายโบนัสให้กับคนทำผลงานไม่โดดเด่น ลองดูเกณฑ์เฉลี่ยว่าพนักงานคนอื่นสร้างรายได้และผลกำไรให้บริษัทระหว่าง 3%-5% คุณอาจจะต้องทำผลงานให้ดีกว่า สร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 7%-10% จึงจะพิสูจน์ได้ว่าคุณมีคุณสมบัติที่ควรได้เลื่อนตำแหน่ง

ประเมินคุณค่าตนเอง

การประเมินตนเองเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงรู้หรือว่าแสดงให้เห็นว่าคุณมีค่า แต่เมื่อคุณต้องการเงินเดือนเพิ่ม ก็ควรได้รับตามความเหมาะสม ควรรวบรวมข้อมูล คำขอ พร้อมหลักฐานความสำเร็จที่ต้องอัปเดตอยู่เป็นประจำ ทำให้เจ้านายเชื่อมั่นว่าคุณมีความจำเป็นต่อองค์กรอย่างไร มีหน้าที่สำคัญอะไรที่ยังทำไม่สำเร็จ เมื่อเติบโตอีกไม่ได้ ก็ควรไปโตต่อที่อื่น ซึ่งทางบริษัทต้องจ้างพนักงานใหม่ คุณจะต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้เรียบร้อย พร้อมทั้งดูในส่วนของค่าชดเชยที่ตนเองจะได้รับหากลาออกจากงานประจำด้วย

วางแผนการย้ายไปที่ใหม่

เมื่อคุณได้รวบรวมข้อมูลและเตรียมพร้อมสำหรับการย้ายไปที่ใหม่ ควรวางแผนสำหรับอนาคตอันใกล้ ตรวจสอบบริษัทที่ทำอยู่ว่ามีการดำเนินงานอย่างไร กำไรขาดทุนเท่าไร แล้วสนทนาแบบเปิดอกกับเจ้านายให้เขาเห็นความเป็นธรรมที่ตัวคุณได้ปรับเพิ่มเงินเดือนเพื่อทำงานบริษัทได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม เตรียมพร้อมสำหรับปฏิเสธถ้าคำตอบคือไม่ เจ้านายอาจไม่ปรับเพิ่มเงินเดือนให้เพราะบริษัทไม่มีเงินหรือเชื่อว่าผลงานของคุณไม่โดดเด่นพอที่จะเป็นเหตุผลให้ได้เงินเพิ่มหรือเลื่อนตำแหน่ง ถ้าคุณยังปรารถนาทำงานที่เดิมต่อไป ยอมรับคำปฏิเสธนั้นเป็นคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ช่วยให้คุณวางแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นและเตรียมพร้อมให้ดีขึ้นในการเสนอขอปรับขึ้นเงินเดือนในโอกาสต่อไป

อยากให้เงินเดือนเพิ่ม ควรทำอย่างไร

ทุ่มทุนทำงานหนัก เป็นกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จ

ทุ่มทุนทำงานหนัก เป็นกุญแจสำคัญ สู่ความสำเร็จ

คนส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าการทำงานหนักเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ คิดแต่จะทำงานประจำไปวันๆ เมื่อมีความสำเร็จเกิดขึ้นก็มักจะคิดว่าเป็นเพราะโชคดี ส่งผลกระทบต่อคนทำให้ชอบทำงานค้างคา ไม่ต้องมีความพยายามมากเท่าใด การจะไขว่คว้าความสำเร็จจะต้องพยายามด้วยตัวเอง แต่เราต้องทำงานหนักแค่ไหนจึงจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้ ควรเริ่มต้นด้วยคำถามว่าคุณยินดีที่จะเสียสละมากแค่ไหน คุณเข้าใจว่าการทำงานหนักหมายถึงอะไร และต้องใช้เวลาแค่ไหน ไม่มีใครก้าวสู่ความสำเร็จได้ด้วยความหวังอย่างเดียว กุญแจสู่ความสำเร็จคือการมีความคิดที่ถูกต้อง ต้องขยันอย่างต่อเนื่อง ทำงานหนักกว่าใครเพื่อดึงศักยภาพออกมาใช้เต็มที่ นอกจากนี้คุณยังจำเป็นต้องมีวินัยในตนเอง วางเป้าหมายความสำเร็จก่อนคิดถึงความต้องการของคุณเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับคนส่วนใหญ่

ผู้มีพรสวรรค์ไม่ควรประมาท

คนบางคนมีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่ควรนั่งเฉยๆ และจินตนาการเอา คุณอาจมีทักษะดีกว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไปถึงดวงดาวได้ การทำงานอย่างหนักมักจะต้องหาพรแสวงเมื่อพรสวรรค์ไม่มี คุณต้องพยายามให้มากพอ ความสำเร็จจากการทำงานหนักมีความสำคัญมากกว่าพรสวรรค์และจะผลักดันให้คุณก้าวต่อไปข้างหน้า

คุณมีความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ แต่คุณพร้อมแล้วหรือยัง ลูกจ้างใฝ่ฝันอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากเป็นผู้ประกอบการ คนส่วนใหญ่ยอมแพ้หลังจากล้มเหลวเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลานาน ความจริงคือคุณต้องทำงานหนักกว่าเมื่อคุณเป็นพนักงานอย่างน้อยที่สุด 3-5 ปีแรก การเรียนรู้จึงเป็นงานประจำที่ขาดไม่ได้ นักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลายต้องระดมสมองเพื่อเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งเรียนรู้ธุรกิจของตนเองและติดตามความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ทำงานหนักด้วยความกล้าหาญและความเพียรพยายาม หลายคนทำผิดพลาดเรื่องที่ฝันใหญ่เกินความสามารถเสมอ ต้องรู้ตัวว่าขณะนี้ทักษะมีเท่าไรและพยายามให้หนักขึ้น ต้องไม่ด่วนทำอะไรในขณะที่ตัวเองยังไม่พร้อม

มองอะไร ต้องให้กว้างและทั่วถึง

เพราะคนส่วนใหญ่มองเห็นเพียงปลายของภูเขาน้ำแข็ง ไม่ทราบว่าสิ่งที่อยู่ภายใต้พื้นผิวน้ำนั้นใหญ่โตขนาดไหน เมื่อก้าวเข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนสั่งการอย่างเดียว ไม่ต้องทำงาน ความจริงแล้วทำงานหนักกว่าคนอื่นเขา ต้องเตรียมตัวมาให้ดีพอ ไม่เช่นนั้นด้วยภาระความรับผิดชอบที่เกินความสามารถจะทำให้มีโอกาสล้มเหลวได้ง่าย เพราะพัฒนาขีดความสามารถได้ไม่เร็วพอที่จะรับมือกับปัญหาใดๆ คนที่ประสบความสำเร็จต้องเสียสละและผ่านการทำอะไรผิดพลาดมาซ้ำแล้วซ้ำอีก กว่าจะจับทำทางได้ถูกต้อง ก็เหมือนกับบรรดาประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตั้งแต่ครั้งแรก ล้มแล้วลุกอยู่หลายครั้ง พยายามอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้งานสำเร็จอย่างที่ที่ตั้งใจ

คนที่ทำงานประจำอยู่ในขณะนี้ มีทั้งความหวังและความฝัน จะต้องมีความคิดที่ดีและเรียนรู้การทำงานให้ดีขึ้น ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายก้าวไปอยู่ตำแหน่งสูงสุดในหน้าที่การงานหรือมีกิจการของตนเอง ต้องเต็มใจที่จะทำงานหนักมาก แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

งานประจำสำหรับนักศึกษา

เคล็ดลับสร้างโอกาสตัวเองให้ได้ งานประจำ

ข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว จีดีพีเติบโต การลงทุนคึกคัก ข่าวที่กระหน่ำกันออกมาในช่วงนี้ล้วนเป็นเรื่องของความมั่งคั่งในกลุ่มคนรวย แต่ความยากจนยังกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินไทย ไล่หาคำตอบจากแม่ค้า เกษตรกร ชนชั้นแรงงาน ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ออกเป็นเสียงเดียวว่า เงียบมาก หากมองจากมุมของนักศึกษาปีสุดท้ายที่จะใกล้สำเร็จการศึกษาออกไปหา งานประจำ ทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บอกเลยว่าความกดดันในการหางานเพิ่มขึ้น ในตลาดงานจะมีโอกาสให้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ลำดับเงินเดือนขั้นต่ำจะเพียงพอใช้จ่ายหรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเรียนเก่งหรือพอเอารอด ทุกคนต้องเตรียมพร้อมออกมาล่าหางาน อาจจะต้องอ่านคู่มือสัมภาษณ์ให้มากขึ้น ดูแหล่งหางาน สร้างเครือข่ายเพื่อให้มีโอกาสได้งานทำ งานแรกหลังจบการศึกษาน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีและเป็นอีกประสบการณ์สำคัญในชีวิต

ลองค้นหาตัวอย่างการสมัครงานทางออนไลน์จะเห็นคำแนะนำดีๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการเขียนประวัติการทำงานให้ดูเป็นคนมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ วิธีหนึ่งที่นิยมกันในปัจจุบันคือการทำโบรชัวร์หรือแผ่นพับเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พกติดตัวก็ง่าย แนบไปกับเอกสารการสมัคร ทำให้เราดูเหมือนมีความพร้อมที่จะเป็นมืออาชีพ วิธีนี้ดึงดูดใจได้ดีสำหรับบริษัทธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด มีโอกาสได้ งานประจำ มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ก่อนเรียนจบ ลองสอบถามกับฝ่ายแนะแนวของสถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่เพื่อสร้างและแก้ไขประวัติส่วนตัว โดยเน้นคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง แต่มีรายละเอียดตามความเป็นจริง

สำหรับนักศึกษาที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่มีเลย อาจจะต้องแทรกข้อมูลด้านอื่นๆ ลงไปเสริม เช่น

-เป้าหมายการทำงาน เชื่อมโยงให้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครงาน

-ทักษะความสามารถ ใส่รายการทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานหรือสถานที่รับสมัครงาน รวมถึงความสามารถด้านซอฟต์แวร์ ความเชี่ยวชาญในการวิจัย ความถนัดด้านโซเชียลมีเดียและภาษาต่างประเทศ
-ผลการเรียนที่โดดเด่น ถ้านักศึกษาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพ หรือการฝึกงานมาก่อน สามารถอ้างอิงความสำเร็จทางวิชาการและคะแนนเฉลี่ย

-กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ ประสบการณ์การฝึกงาน อาสาสมัคร การเดินทางไปต่างประเทศหรือการรับราชการทหาร

ในการสัมภาษณ์งาน การสร้างความประทับในครั้งแรกก็สำคัญ การแต่งตัวสัมภาษณ์อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถือเป็นเคล็ดลับและเทคนิคทำให้ประสบความสำเร็จในการหา งานประจำ ทำได้ ผู้หญิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยาวหรือกระโปรงยาวเสมอเข่า รองเท้าส้นสูง เครื่องประดับสไตล์คลาสสิกไม่กี่ชิ้น เช่น ต่างหูทรงกลม นาฬิกา ฝ่ายผู้ชายสวมเสื้อแขนยาว กางเกง รองเท้าสีดำและนาฬิกาข้อมือ ทุกวันนี้เราหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลากันเป็นส่วนใหญ่ แต่เวลาไปสัมภาษณ์งาน แนะนำให้สวมนาฬิกาติดข้อมือไว้จะดูดีกว่า

แม้จะคาดคิดไว้แล้วว่างานหายาก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังดูเนือยๆ ตัวเลขจ้างงานซบเซา แต่ถ้ามีตำแหน่งงานว่าง เราจะต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง ถึงจะเป็นคนเก่ง มีฝีมือและพัฒนาต่อยอดได้ แต่ใครอื่นเขาจะรู้ถ้าเราไม่เสนอขายตัวเองให้เป็น

งานประจำ ต้องมีทักษะ

5 นิสัยที่ต้องเปลี่ยน ถ้าหวังความสำเร็จในงานประจำ

บุคลิกของพนักงานประจำ

เชื่อหรือไม่ทุกสิ่งที่คุณทำในแต่ละวัน มีอิทธิพลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำ งานประจำ ทุกสิ่งหมายถึงทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ออกกำลัง วิธีการสื่อสารกับเพื่อน การจัดระเบียบโต๊ะทำงาน สิ่งที่กิน วิธีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัว คุณใช้ชีวิตอย่างไรก็มีผลอย่างนั้น หลายคนคงอยากรู้ว่านิสัยการทำงานแบบใดบ้างเป็นแรงขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ การศึกษานิสัยการใช้ชีวิตประจำวันของซีอีโอที่ประสบความสำเร็จสูงสุดพบนิสัยหลายสิ่งที่เหมือนกันคือทุกคนตื่นเช้าและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่งสมาธิทุกวัน จัดระเบียบชีวิตเพื่อให้เวลาทำกิจวัตรประจำวันมากขึ้น และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้

  1. ขอความช่วยเหลือ ขอคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมักรับคำติชมได้ดี รับฟังทุกคำติชมหรือคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ หากใครมีข้อมูลหรือข้อเสนอแนะดีๆ ฟังแล้วนำกลับมาวิเคราะห์จริงจัง ดูว่าอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้างเพื่อให้นิสัยหรือวิธีการทำงานของคุณดีขึ้น
  2. อย่านินทาคนอื่นและโดยเฉพาะอย่าตำหนิผู้อื่นเมื่อตัวเองทำผิด ต้องยอมรับผิดและรับผิดชอบในการทำงานของคุณเอง
  3. เป็นผู้แก้ปัญหา อย่ารอให้คนอื่นจัดการ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ต้องแก้ปัญหาหรือแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดด้วยตัวเอง แทนการมองหาคนอื่นมาช่วยแก้ปัญหาให้
  4. อย่าคิดว่าตนเองรู้ทุกเรื่อง มุ่งมั่นเรียนรู้มากขึ้น เปิดใจรับความรู้ใหม่ คนที่ประสบความสำเร็จใน งานประจำ มักเป็นนักอ่านตัวยง ขยันแสวงหาความรู้ที่จะขับเคลื่อนให้เราประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาตัวเองทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพ
  5. ใช้สมาร์ทโฟนเฉพาะที่เป็นประโยชน์ ไม่หมดเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ หลายคนกล่าวว่าอยากใช้โทรศัพท์ระหว่างประชุม เอาจริงแล้วใช้งานได้ ถ้าใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น ติดต่อกับบุคคล รับหรือส่งข้อมูล แต่ไม่ใช่การอ่านเฟซบุ๊ก ไม่ใช้ Twitter หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ

5 นิสัยของพนักงานประจำที่ดี

เคล็ดลับการเปลี่ยนนิสัย ก่อนอื่นต้องวางแผนอย่างมีเป้าหมาย โดยกำหนดระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แน่นอนว่าไม่มีใครเปลี่ยนตัวเองได้ในชั่วข้ามคืน เพราะนี่เป็นนิสัยซึ่งคุณคงเข้าใจว่าการเปลี่ยนนิสัยเป็นเรื่องยากเพียงใด สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆ ปรับนิสัยไปทีละน้อย ประเมินผลติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ อาจจะทำเช็คลิสต์เป้าหมายกิจกรรมที่จะทำในแต่ละวัน ตรวจสอบแต่ละเป้าหมายโดยไม่ก้าวข้ามขั้นตอนหรือรายการใดๆ

เพียงปรับนิสัยไม่กี่ข้อเป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จใน งานประจำ ของคุณได้ แต่ละวันเรามีเวลามากพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น เรียนรู้การทำสมาธิซึ่งมีหลายรูปแบบ หาวิธีที่เหมาะกับตัวคุณเพื่อช่วยให้มีสติ ไม่หงุดหงิดจากเสียงรบกวนจากคนอื่นๆ ในที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา การปรับนิสัยบางอย่างทำให้แบ่งเวลาได้ดี สมองได้รีเฟรชและเห็นมุมมองอะไรใหม่ๆ ส่งผลให้มีศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น สามารถพัฒนาชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ วัน

พนักงานประจำที่ดี

นิสัยของพนักงานประจำที่ดี มีอะไรบ้าง ?

พูดถึงเรื่องนิสัยของพนักงานประจำ ก็จะมีทั้งดีและไม่ดี การที่พนักงานมีนิสัยในการทำงานที่ดีก็จะถูกมองว่าเป็นพนักงานมืออาชีพถ้าเทียบกับคนที่ขีเกียจในงาน ก็จะถูกมองตรงกันข้าม หากเราประพฤติตนในที่ทำงานดี ไม่เกียจคร้านในงาน มาตรงต่อเวลา รับผิดชอบงานดี จะส่งผลดีแก่ตัวเราเอง ในเรื่องเงินเดือน และการเลื่อนขั้น เมื่อคุณทำงานดี แน่นอนว่าจะต้องมีสิ่งดีๆตามมาทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า หากคุณเลือกที่จะทำงานประจำแล้วสิ่งที่คุณควรต้องมี คือ คุณสมบัติในการทำงาน ความตั้งใจ และรักงานที่จะทำ ต้องมีเป้าหมายในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญ ในทุกๆบริษัทจะต้องอยากได้พนักงานที่ดี มีความรับผิดชอบงาน เมื่อผลงานเราดีทุกคนเห็น สิ่งตอบแทนที่เราจะได้จากบริษัทก็มีมากเช่นกัน

คุณลักษณะที่ดีของพนักงานประจำ

1. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่
2. ขยัน อดทน ต่องาน
3. มีความตรงต่อเวลาในการเข้างาน
4. ซื่อสัตย์ต่อบริษัท
5. มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ ต่อเพื่อนร่วมงาน
6. มีความพร้อมในการทำงาน
7. เป็นคนจริงจังกับงาน
8. มุ่งมั่นในการทำงาน
9. รักอาชีพที่ตัวเองทำ
10. ตั้งเป้าหมายในการทำงาน
11. กล้ายอมรับผิด
12. ไม่โยนงานให้เพื่อนร่วมงาน
13. สุภาพ เรียบร้อย
14. เคารพการตัดสินใจของเพื่อนร่วมงาน
15. กล้าแสดงออก
16. มีความั่นใจในตัวเอง
17. เก็บทุกรายละเอียดของงาน
18. มีสมาธิในการทำงาน
19. เป็นตัวอย่างที่ดี
20. มีความคิดสร้างสรรค์

พฤติกรรมของพนักงานที่ดีจะพาไปสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จกว่าเราจะได้มาก็ขึ้นอยู่กับความดีที่เราทำ เมื่อเรามีความรับผิดชอบ นิสัยดี เมื่อมีคนเห็น เขาจะยกย่องให้เราอยู่สูงกว่าพวกที่ขี้เกียจในการทำงาน การเป็นพนักงานที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ทำยาก หากเราคิดจะมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ความสำเร็จในการเลื่อนขั้น เงินเดือนเพิ่มก็จะมีมาก คติประจำใจของพนักงานที่คือ “ความสำเร็จไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า แต่อยู่ที่การแสวงหาและอดทนรอ”