งานประจำสำหรับนักศึกษา

เคล็ดลับสร้างโอกาสตัวเองให้ได้ งานประจำ

งานประจำสำหรับนักศึกษา

ข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว จีดีพีเติบโต การลงทุนคึกคัก ข่าวที่กระหน่ำกันออกมาในช่วงนี้ล้วนเป็นเรื่องของความมั่งคั่งในกลุ่มคนรวย แต่ความยากจนยังกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินไทย ไล่หาคำตอบจากแม่ค้า เกษตรกร ชนชั้นแรงงาน ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ออกเป็นเสียงเดียวว่า เงียบมาก หากมองจากมุมของนักศึกษาปีสุดท้ายที่จะใกล้สำเร็จการศึกษาออกไปหา งานประจำ ทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บอกเลยว่าความกดดันในการหางานเพิ่มขึ้น ในตลาดงานจะมีโอกาสให้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ลำดับเงินเดือนขั้นต่ำจะเพียงพอใช้จ่ายหรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเรียนเก่งหรือพอเอารอด ทุกคนต้องเตรียมพร้อมออกมาล่าหางาน อาจจะต้องอ่านคู่มือสัมภาษณ์ให้มากขึ้น ดูแหล่งหางาน สร้างเครือข่ายเพื่อให้มีโอกาสได้งานทำ งานแรกหลังจบการศึกษาน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีและเป็นอีกประสบการณ์สำคัญในชีวิต

ลองค้นหาตัวอย่างการสมัครงานทางออนไลน์จะเห็นคำแนะนำดีๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการเขียนประวัติการทำงานให้ดูเป็นคนมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ วิธีหนึ่งที่นิยมกันในปัจจุบันคือการทำโบรชัวร์หรือแผ่นพับเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พกติดตัวก็ง่าย แนบไปกับเอกสารการสมัคร ทำให้เราดูเหมือนมีความพร้อมที่จะเป็นมืออาชีพ วิธีนี้ดึงดูดใจได้ดีสำหรับบริษัทธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด มีโอกาสได้ งานประจำ มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ก่อนเรียนจบ ลองสอบถามกับฝ่ายแนะแนวของสถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่เพื่อสร้างและแก้ไขประวัติส่วนตัว โดยเน้นคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง แต่มีรายละเอียดตามความเป็นจริง

สำหรับนักศึกษาที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่มีเลย อาจจะต้องแทรกข้อมูลด้านอื่นๆ ลงไปเสริม เช่น

-เป้าหมายการทำงาน เชื่อมโยงให้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครงาน

-ทักษะความสามารถ ใส่รายการทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานหรือสถานที่รับสมัครงาน รวมถึงความสามารถด้านซอฟต์แวร์ ความเชี่ยวชาญในการวิจัย ความถนัดด้านโซเชียลมีเดียและภาษาต่างประเทศ
-ผลการเรียนที่โดดเด่น ถ้านักศึกษาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพ หรือการฝึกงานมาก่อน สามารถอ้างอิงความสำเร็จทางวิชาการและคะแนนเฉลี่ย

-กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ ประสบการณ์การฝึกงาน อาสาสมัคร การเดินทางไปต่างประเทศหรือการรับราชการทหาร

ในการสัมภาษณ์งาน การสร้างความประทับในครั้งแรกก็สำคัญ การแต่งตัวสัมภาษณ์อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถือเป็นเคล็ดลับและเทคนิคทำให้ประสบความสำเร็จในการหา งานประจำ ทำได้ ผู้หญิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยาวหรือกระโปรงยาวเสมอเข่า รองเท้าส้นสูง เครื่องประดับสไตล์คลาสสิกไม่กี่ชิ้น เช่น ต่างหูทรงกลม นาฬิกา ฝ่ายผู้ชายสวมเสื้อแขนยาว กางเกง รองเท้าสีดำและนาฬิกาข้อมือ ทุกวันนี้เราหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลากันเป็นส่วนใหญ่ แต่เวลาไปสัมภาษณ์งาน แนะนำให้สวมนาฬิกาติดข้อมือไว้จะดูดีกว่า

แม้จะคาดคิดไว้แล้วว่างานหายาก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังดูเนือยๆ ตัวเลขจ้างงานซบเซา แต่ถ้ามีตำแหน่งงานว่าง เราจะต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง ถึงจะเป็นคนเก่ง มีฝีมือและพัฒนาต่อยอดได้ แต่ใครอื่นเขาจะรู้ถ้าเราไม่เสนอขายตัวเองให้เป็น

งานประจำ ต้องมีทักษะ

5 นิสัยที่ต้องเปลี่ยน ถ้าหวังความสำเร็จในงานประจำ

บุคลิกของพนักงานประจำ

เชื่อหรือไม่ทุกสิ่งที่คุณทำในแต่ละวัน มีอิทธิพลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำ งานประจำ ทุกสิ่งหมายถึงทุกกิจกรรมตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ออกกำลัง วิธีการสื่อสารกับเพื่อน การจัดระเบียบโต๊ะทำงาน สิ่งที่กิน วิธีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัว คุณใช้ชีวิตอย่างไรก็มีผลอย่างนั้น หลายคนคงอยากรู้ว่านิสัยการทำงานแบบใดบ้างเป็นแรงขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ การศึกษานิสัยการใช้ชีวิตประจำวันของซีอีโอที่ประสบความสำเร็จสูงสุดพบนิสัยหลายสิ่งที่เหมือนกันคือทุกคนตื่นเช้าและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นั่งสมาธิทุกวัน จัดระเบียบชีวิตเพื่อให้เวลาทำกิจวัตรประจำวันมากขึ้น และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ดังนี้

  1. ขอความช่วยเหลือ ขอคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมักรับคำติชมได้ดี รับฟังทุกคำติชมหรือคำวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ หากใครมีข้อมูลหรือข้อเสนอแนะดีๆ ฟังแล้วนำกลับมาวิเคราะห์จริงจัง ดูว่าอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรบ้างเพื่อให้นิสัยหรือวิธีการทำงานของคุณดีขึ้น
  2. อย่านินทาคนอื่นและโดยเฉพาะอย่าตำหนิผู้อื่นเมื่อตัวเองทำผิด ต้องยอมรับผิดและรับผิดชอบในการทำงานของคุณเอง
  3. เป็นผู้แก้ปัญหา อย่ารอให้คนอื่นจัดการ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ต้องแก้ปัญหาหรือแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดด้วยตัวเอง แทนการมองหาคนอื่นมาช่วยแก้ปัญหาให้
  4. อย่าคิดว่าตนเองรู้ทุกเรื่อง มุ่งมั่นเรียนรู้มากขึ้น เปิดใจรับความรู้ใหม่ คนที่ประสบความสำเร็จใน งานประจำ มักเป็นนักอ่านตัวยง ขยันแสวงหาความรู้ที่จะขับเคลื่อนให้เราประสบความสำเร็จ สามารถพัฒนาตัวเองทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพ
  5. ใช้สมาร์ทโฟนเฉพาะที่เป็นประโยชน์ ไม่หมดเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ หลายคนกล่าวว่าอยากใช้โทรศัพท์ระหว่างประชุม เอาจริงแล้วใช้งานได้ ถ้าใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เช่น ติดต่อกับบุคคล รับหรือส่งข้อมูล แต่ไม่ใช่การอ่านเฟซบุ๊ก ไม่ใช้ Twitter หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ

5 นิสัยของพนักงานประจำที่ดี

เคล็ดลับการเปลี่ยนนิสัย ก่อนอื่นต้องวางแผนอย่างมีเป้าหมาย โดยกำหนดระยะเวลาประมาณ 3-4 สัปดาห์ แน่นอนว่าไม่มีใครเปลี่ยนตัวเองได้ในชั่วข้ามคืน เพราะนี่เป็นนิสัยซึ่งคุณคงเข้าใจว่าการเปลี่ยนนิสัยเป็นเรื่องยากเพียงใด สิ่งที่ต้องทำคือค่อยๆ ปรับนิสัยไปทีละน้อย ประเมินผลติดตามความก้าวหน้าทุกสัปดาห์ อาจจะทำเช็คลิสต์เป้าหมายกิจกรรมที่จะทำในแต่ละวัน ตรวจสอบแต่ละเป้าหมายโดยไม่ก้าวข้ามขั้นตอนหรือรายการใดๆ

เพียงปรับนิสัยไม่กี่ข้อเป็นเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จใน งานประจำ ของคุณได้ แต่ละวันเรามีเวลามากพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น เรียนรู้การทำสมาธิซึ่งมีหลายรูปแบบ หาวิธีที่เหมาะกับตัวคุณเพื่อช่วยให้มีสติ ไม่หงุดหงิดจากเสียงรบกวนจากคนอื่นๆ ในที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา การปรับนิสัยบางอย่างทำให้แบ่งเวลาได้ดี สมองได้รีเฟรชและเห็นมุมมองอะไรใหม่ๆ ส่งผลให้มีศักยภาพในการทำงานที่ดีขึ้น สามารถพัฒนาชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ วัน

พฤติกรรมแบบไหนบ้าง ที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรทำเป็นอันขาด

พฤติกรรมแบบไหนบ้าง ที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรทำเป็นอันขาด

พฤติกรรมแบบไหนบ้าง ที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรทำเป็นอันขาด

การเป็นมนุษย์เงินเดือนอาจจะทำให้ชีวิตคุณได้รับรู้หรือได้ข้อคิดอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะในระหว่างที่คุณกำลังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่อย่างแท้จริง และถ้าหากมีการเปรียบเทียบในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนด้วยกัน เรากลับมองเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน บางคนกลับดูมีเงินเหลือเก็บจำนวนมาก แต่สำหรับบางคนกลับเลือกใช้จะใช้ชีวิตแบบไฮโซ หรูหรา แต่พอถึงสิ้นเดือนทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เพราะกลุ่มคนเหล่านี้กลับต้องมานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทน ด้วยลักษณะนี้จึงอาจจะทำให้เรามองเห็นอะไรบางอย่างภายในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน อย่างน้อยเราก็ได้ข้อคิดในเรื่องของความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งมาจากและเกิดจากพฤติกรรมของคนเราผ่านการใช้เงิน และที่แน่ ๆ ก็คือ พฤติกรรมที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนไม่ควรทำเป็นอันขาด เพราะถ้าหากคุณมีพฤติกรรมแบบนี้ ชีวิตของคุณก็จะไม่สวยงาม ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ควรทำมีอะไรบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

1.สร้างหนี้สินมากกว่าที่จะสร้างสินทรัพย์

พฤติกรรมในรูปแบบนี้ถือได้ว่าเป็นหายนะขนาดใหญ่ ที่จะทำให้ชีวิตของคุณล่มจมได้ในที่สุด ต่อให้คุณได้เงินเดือนมากสักแค่ไหน สุดท้ายหนี้สินของคุณก็จะมากเกินกว่าที่คุณจะชำระได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ที่เริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ ด้วยแล้ว หากมีพฤติกรรมในรูปแบบนี้ คุณจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่เป็นหนี้หัวโตกันเลยทีเดียว

2.ไม่คิดที่จะออมเงิน

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงของวัยทำงาน พร้อมทั้งเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่คิดจะออมเงินเลย หรือแม้กระทั่งไม่คิดถึงวันข้างหน้าโดยเฉพาะในช่วงวัยเกษียณ วันข้างหน้าคุณลำบากแน่ ๆ ต่อให้วันนี้คุณมีเงินเดือนไว้คอยเลี้ยงดูและประทังชีวิตของคุณ แต่ถ้าหากคุณไม่คิดที่จะวางแผนเพื่อวันข้างหน้าเลย ไม่คิดที่จะออมเงินสักนิดเลย สุดท้ายหลังจากวัยเกษียณแล้วคุณจะมานั่งลำบากแทนอย่างที่ไม่น่าจะเป็น

3.คอยใช้เงินเพื่อซื้อความสุขไปวัน ๆ

การสังสรรค์ ซื้อพวกของใช้ อาหาร เป็นค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องคิดทบทวนให้ดีก่อนที่จะจ่ายออกไป การซื้อของแพง ๆ ของใช้หรู ๆ ของกินราคาแพง อาจจะส่งผลต่อการเงินของคุณได้ในที่สุด จงคิดที่จะมีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็ให้เก็บออมทดแทน เพื่อที่จะได้พบกับความสุขในอนาคตของคุณเอง

และอีกหนึ่งข้อสุดท้าย นั่นก็คือ อย่าใช้ชีวิตเพื่อทำลายสุขภาพของตนเอง บางคนไม่คิดที่จะดูแลรักษาสุขภาพเอาเสียเลย มิหนำซ้ำยังคงเลือกที่จะมีพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพของตนเองอีกต่างหาก โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพนั้น ย่อมสร้างผลเสียให้กับสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก จงอย่าทำพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะสุขภาพที่ดีจะช่วยสร้างชีวิตที่ดีให้กับคุณได้อย่างแน่นอน

job full time

สิ่งที่คนทำงานประจำจะต้องลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง

วงจรชีวิตของคนทำงานประจำ คงจะหนีไม่พ้นไปจากรูปแบบการดำรงชีวิตเดิม ๆ โดยมีเวลาเข้า-ออกในการทำงานเป็นเรื่องหลัก ๆ หรือแม้กระทั่งเวลาพักเที่ยงที่ทุกคนจับตาจ้องมอง ว่าเมื่อไหร่จะถึงสักที ซึ่งรูปแบบการดำเนินชีวิตในรูปแบบนี้ อาจจะดูเหมือนว่าคนทำงานประจำส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยคิดถึงเรื่อง “เงิน” เสียเท่าไหร่นัก เพราะเวลาส่วนใหญ่ที่ต้องเสียไป กลับสูญเสียไปกับการคิดงาน หรือ หาช่องทางเพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองเป็นหลัก แต่ถ้าหากคนทำงานประจำยังคงใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ การก่อร่างสร้างตัว หรือแม้กระทั่งการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตให้กับตนเอง ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น คนทำงานประจำควรที่จะลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองในอนาคต

ความรู้

สิ่งเดียวที่ถือได้ว่ามีคุณค่าในการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวคุณอย่างมากที่สุด คงจะไม่พ้นไปจาก “ความรู้” ถึงแม้ว่าคุณจะมีความรู้กับในสิ่งที่คุณเองถนัดอยู่แล้ว คุณก็จำเป็นจะต้องลงทุนเพื่อเสริมทักษะใหม่ ๆ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการอัดความสามารถให้กับตนเอง ในกรณีของการเสริมสร้างความรู้ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ดูเหมือนจะราคาถูกที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะคุณสามารถได้มาด้วยความรู้ฟรี ๆ ในอินเตอร์เน็ต หรือแม้กระทั่งการลงทุนซื้อหนังสือในราคาหลักร้อยบาทก็ตาม ซึ่งความรู้เหล่านี้จะอยู่คู่ตัวคุณไปอีกนานแสนนาน สิ่งที่แน่นอนก็คือ คุณไม่มีวันขาดทุนกับการลงทุนในรูปแบบนี้อย่างแน่นอน

ทำงาน

สุขภาพดี

การลงทุนเพื่อให้ตนเองมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจน เมื่อคุณมีสุขภาพดีอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่คุณจะได้สร้างความมั่งคั่ง ความร่ำรวย ย่อมมีมากขึ้นอีกเช่นเดียวกัน บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนที่มีสุขภาพดีเป็นหลักทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น คุณก็ควรที่จะลงทุนในเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพดีให้กับตนเอง เพื่ออนาคตของคุณเองเช่นเดียวกัน

หุ้น

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำงานประจำอยู่ และค้นพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก การลงทุนหุ้นจึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่คุณสามารถไขว่คว้าได้ ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงสูงก็ตาม แต่ความเป็นมนุษย์เงินเดือนย่อมมีความมั่งคั่งมากกว่ากลุ่มคนทำงานอิสระ เพราะฉะนั้นแล้ว การค้นหาความเสี่ยงสูงเพื่อนำมาลงทุน ย่อมมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่ทำงานประจำ แต่คุณก็ไม่ควรที่จะสร้างขอบเขตเพื่อเสริมสร้างความมั่งคั่ง ความร่ำรวยให้กับตนเอง หนทางที่จะทำให้คุณมั่งคั่งยังคงมีอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเลือกลงทุนกับสิ่งที่คู่ควรกับคุณหรือไม่ หากคุณเลือกได้ถูกต้อง อนาคตอันใกล้ย่อมเป็นเส้นทางที่น่าภูมิใจไปอีกนานแสนนาน

ทีมงาน

เป็นพนักงานเงินเดือน อย่าคาดหวังส่วนแบ่งยอดขายสูง

ยิ่งการแข่งขันเยอะมากเท่าไหร่ บุคคลที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ มักจะถูกซื้อตัวไปประจำกับบริษัทใหญ่ๆ อาทิเช่น ไอบีเอ็ม Dell หรือบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสายงานด้านไอทีนี้อัตราเงินเดือนจะค่อนข้างสูงมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความต้องการในตลาดเป็นส่วนใหญ่และจำเป็นที่จะต้องหาคนที่ไว้ใจได้ ดังนั้นคนที่มีความสามารถประสบการณ์และมีผลงานในด้านของการทำเทคโนโลยีเฉพาะด้านมา จะเติบโตได้ดีในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ดีหลายคนที่เข้ามาเป็นพนักงานนั้นมักจะมีการคาดหวังในเรื่องของเปอร์เซ็นต์ ส่วนแบ่งยอดขาย แบบนี้เป็นต้น

หากเราเป็นหนึ่งในคนที่มีการคาดหวังเหล่านี้ เพราะเราเองก็อยากโตไม่ใช่อยากได้เงินเดือนกินใช้ไปในแต่ละวัน เราจำเป็นจะต้องหาช่องทางสัดส่วนที่มันสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มากกว่าเงินเดือนที่ขึ้นปีละครั้งสองครั้งเท่านั้น ต้องเข้าใจได้ว่าบริษัทนั้นการที่เขาเลือกคนเข้ามาบรรจุทำเป็นพนักงานประจำ เพื่อที่เขาต้องการบริหารค่าใช้จ่ายตายตัวไม่ได้ต้องการให้มารับส่วนแบ่งอื่นๆใดๆทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่เราควรจะเข้าใจ หากเรามีความต้องการอยากจะได้สัดส่วนแบ่งหรืออยากจะหารายได้เพิ่ม เราควรจะไปหาลู่ทางอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่เราทำ เว้นเสียจากบริษัทเหล่านั้นจะมีผู้บริหารเข้ามาเสนอเราว่าเราอยากเติบโตในทิศทางไหน

พนักงานโดนไล่ออก

พนักงานอาจได้รับเปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่เยอะเท่าคู่ค่าบริษัท

แน่นอนว่าร้อยละ 90 ส่วนแบ่งยอดขายที่พนักงานได้จะไม่เยอะนัก อาจจะได้เพียงแค่หนึ่งหรือ 2% เพียงเท่านั้นจากผลงานที่เราทำไปทั้งหมด เพราะความเสี่ยงที่บริษัทต้องแบกรับก็คือเรื่องของเงินเดือนด้วย เราจะไปคิดว่าเราทำให้เขาได้หลายบาท แล้วได้ 2 บาท รู้สึกมันน้อยไม่คุ้มค่า ถ้าเราจะคิดแบบนั้น มันไม่ถูก เพราะพื้นฐานที่แท้จริงแล้วเราเข้าไปเป็นพนักงานประจำในจังหวะแรกนั้นไม่มีเรื่องของสัดส่วนเปอร์เซ็นต์มาเกี่ยวข้อง เมื่อวันใดวันนึง เราโตแล้ว อยากมีการถือหุ้น เรายังได้รับส่วนแบ่งยอดขาย มันก็ต้องแล้วแต่ผู้บริหารของบริษัทที่เราทำ

หากว่าเราอยากเป็นคนที่มีสัดส่วนยอดขายโดยตรง เราควรจะดิลกับบริษัทในลักษณะของคู่ค้าเสียมากกว่า การที่เราเป็นพนักงานและจะเอายอดขายเยอะเยอะด้วยมัน เหมือนกับเราได้คืบเอาศอก จึงควรเข้าใจส่วนนี้ อย่าไปคิดว่าทำงานประจำแล้วโดนเอาเปรียบ ทำงานประจำแล้วโดนผู้บริหารไม่เห็นค่า จริงๆทุกคนมีคุณค่าหมดเพียงแต่เราต้องเข้าใจก่อน กลไกของตลาดธุรกิจ เจ้าของบรัษัทแบกรับความเสี่ยงเรามานานในเรื่องการจ่ายเงินเดือน วันนึงเราเติบโตขึ้น จะมาคาดหวังรายได้เปอร์เซ็นต์สัดส่วนสูง มันถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมซะทีเดียว เติบโตอย่างรู้ความพอดีในงานแต่ละสายอาชีพ จะทำให้ไม่ถูกมองเป็นตัวปัญหา

Employer

งานประจำก็รวยได้ หากมีเจ้านายที่ดี

“งานประจำ” ขีดจำกัดนั้นจะอยู่ที่เรื่องของเงินเดือนที่ตายตัว บางคนไม่ค่อยมีความสามารถ ไม่ค่อยมีความรู้และประสบการณ์ ไม่สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง จึงได้เข้ามาสมัครทำงานประจำตามบริษัทต่างๆเพื่อหวังเกาะเงินเดือนกินอยู่เสมอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาเหล่านั้นได้เรียนรู้ได้ทดลองทำจนตัวเองสามารถที่จะสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เค้าอาจเลือกที่จะไปประกอบธุรกิจด้วยตัวเองและเปอร์เซ็นต์ที่จะได้เงินจำนวนมากกว่าเงินเดือนที่เขาได้รับก็มีสูงด้วย รู้ไหมพอถึงจุดนี้คนส่วนใหญ่จะออกจากงานประจำเลือกที่จะไปทำธุรกิจส่วนตัวเองในสายงานที่เขาถนัด และก็จะมีจำนวนครึ่งหนึ่งที่ผิดพลาดล้มเหลวลงแล้วต้องวนกลับมาหางานประจำกันอีกครั้งหนึ่ง

รวยจากงานประจำ

โอกาสเติบโต มีอยู่ทุกที่

อยากจะบอกว่าหากว่าเราได้สถานที่ทำงานที่ดี เจอเจ้านายที่ดีรู้จักมองเห็นคุณค่าของลูกน้องเขา ใส่ใจทุกรายละเอียด มีความแคร์และเปิดโอกาสให้พนักงานมีความเติบโต เขาเหล่านั้นมักจะเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระยะยาวเพราะสามารถรักษาคนเก่งให้ช่วยทำงานร่วมกับเขาไว้ได้ ผู้ที่เป็นพนักงานประจำก็จะได้รับค่าคอมิชชั่น เงินเดือนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด บางคนก็จะได้ส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากยอดขายรวมของบริษัทด้วย

นี่คือจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญว่าเราจะวัดดวงกับชีวิตของเราไว้มากแค่ไหนในบริษัทที่เรากำลังเป็นลูกจ้างอยู่ เราเห็นว่าเจ้านายที่เป็นคนจ่ายเงินเดือนเรามีนิสัยอย่างไร พร้อมเปิดโอกาสให้กับพนักงานหรือไม่ หากเขาเป็นคนที่พร้อมเสมอที่จะให้พนักงานได้เติบโตในเส้นทางที่เกี่ยวข้องและได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทมากกว่าคำว่าลูกจ้าง แนะนำว่าอย่าพึ่งคิดแยกออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแม้ว่าเราจะเก่งแล้ว เพราะในเมื่อมีทั้งเงินเดือนซึ่งลดความเสี่ยงได้เยอะ และมีโอกาสเติบโตได้อย่างแท้จริง ทำไมจะต้องออกมาล่ะ จงมุ่งหน้าตั้งใจทำงานประจำของเราให้ดีที่สุด จำไว้ว่า โอกาสก้าวหน้ามีในทุกๆที่

เบื่อเพื่อนร่วมงาน

เบื่อเพื่อนร่วมงาน ทำไมต้องเจออาการแบบนี้กันหนอ

เชื่อว่าคนทำงานออฟฟิศเกือบทุกคนเจอปัญหานี้ ไม่ว่าจะองค์กรเล็กหรือใหญ่ ทุกคนต่างเคยมีมุมที่รู้สึกว่าเบื่อเพื่อนร่วมงานไม่ว่าจะเป็น เรื่องนิสัยส่วนตัว เรื่องงาน เพราะบางครั้งปัญหาในที่ทำงานมันไม่ได้เกิดจากเรา แต่มันเกิดจาคนอื่นและเราต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือ โดนพ่วงปัญหาเข้าไปด้วย ทำให้หลายคนเซ็งและไม่อยากไปทำงาน หรือ ต้องทนทำงานทั้งๆที่ไม่ชอบเพื่อนร่วมงานหรืออาจจะโดนเขม่นจากคนรอบข้างทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่คนอื่นทำให้เราดูไม่ดี

เรื่องแบบนี้บอกเลยว่ามันมีทุกทีและการแก้ปัญหาของแต่ละคนก็ต่างกันเพราะมันต่างปัญหา บางคนเลือกวิธีที่ง่ายคือจบด้วยการลาออกแต่มันก็ไม่ใช่ทางออกเพราะที่อื่นๆก็มีแบบนี้ให้เราเจออีก หรือบางคนเลี่ยงไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยหากไม่ใช่เรื่องงานที่ต้องสัมพันธ์กัน แบบนี้ก็ถือว่าเป็นทางออกที่แก้ปัญหาได้ แต่มีอีกวิธีที่เราอยากให้ลองทำกันดูนั่นคือ การปลงกับสิ่งรอบตัว แม้ว่ามันจะดูโง่ๆ ที่ต้องปลงและยอมรับกับความน่ารังเกียจของคนอื่นๆหรือเรื่องที่ไม่ควรจะยอม แต่บางครั้งการที่เราจะไปงัดข้อกับเขา หรือ การต่อต้าน มันไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับเราเลยและอาจทำให้เกิดเรื่องบานปลายได้ การนิ่งไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่โต้ตอบ และไม่ขอข้องเกี่ยวไม่ว่ากรณีใดๆ ยกเว้นแค่การทำงาน มันจะช่วยให้เราพ้นออกมาได้ด้วยตัวมันเอง แต่เราต้องใช้เวลา และไม่ควรแสดงออกซึ่งความรังเกียจ หรือ แสดงให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่พอใจหรือไม่ชอบ

เก็บอารมณ์ให้ได้

ต้องรู้จักเก็บอารมณ์ส่วนตัวให้ได้

แค่เราอยู่นิ่งๆ ไม่พูดถึง ไม่รับรู้ ยกเว้นต้องทำงานร่วมกันเราทำส่วนของเราให้ดีที่สุด รับผิดชอบงานของเราให้เต็มที่ไม่ให้ใครมาตำหนิได้ แค่นั้นพอแล้ว พูดคุยไปแบบปรกติแต่แค่เรื่องงาน ไม่ใช่ว่าเล่น 928bet เสียไปเยอะเมื่อคืนเลยโหโหค้างมาเหวี่ยงใส่เพื่อน เราไม่วีนเหวี่ยงในน้ำเสียง รักษามารยาทรักษาระยะห่าง หากคนที่มีปัญหากับเราหรือคิดว่าเขามีปัญหากับเราเขาจะรู้ตัวได้เองโดยที่ไม่ต้องมีใครบอกหากเขามีความคิดนะ แต่หากเขาไม่รู้เราก็ไม่ต้องไปพูดอะไรให้มากความทำตามที่บอกระยะเวลาจะทำให้เขารับรู้ได้เอง เชื่อเถอะทุกคนมีสัญชาติญาณที่จะรับรู้เรื่องพวกนี้ได้เองโดยไม่ต้องมีใครบอกและหากเขาไม่ปรับปรุงตัวหรือไม่แก้ไข เราก็ไม่ต้องไปสนใจอีก

สังคมการทำงานออฟฟิศมันมีความกดดันสูงในหน้าที่การงาน แต่หากเรามานั่งเครียดกับคนในออฟฟิศชีวิตหมดความสุขแน่ และที่สำคัญเราทำตัวของเราให้ดีที่สุดไม่ให้ใครมาว่าเราได้ ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว คนไหนคุยได้เราก็คุย คนไหนคบได้เราก็คบ ใครที่ไม่ควรคบก็อย่าไปยุ่ง และไม่นินทาใครต่อให้อยากว่าอยากพูดแค่ไหนอย่าทำเด็ดขาดเพราะมันจะย้อนกลับมาหาเราและเราคือคนไม่ดีในสายตาคนอื่นไปได้โดยที่ไม่รู้ตัว

ลดความเครียด จากการทำงาน ควรทำอย่างไร

ลดความเครียดจาการทำงานควรทำอย่างไร

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ความเครียดมีแน่นอนแต่จะมากหรือน้อย

นั้นก็ต้องแล้วแต่คนและแล้วแต่งาน ในแต่สภาวะเครียดๆและอยู่ในออฟฟิศเราจะทำอย่างไร จะลดเครียดและทำงานอย่างมีสมาธิได้อย่างไร วันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอกกัน

1.ตั้งสติไม่สนใจกับสิ่งเร้าต่างๆ อันนี้สำคัญมากเพราะบางทีการทำงานก็มีกระทบกระทั่งหรือได้ยินสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน เช่นการนินทา หรือการโดนว่าลับหลัง วิธีลดความเครียด หลายคนเอาเรื่องนี้มาเป็นอารมณ์และทำงานไม่ได้สิ่งที่สำคัญคือ ต้องไม่รับรู้หรือเพิกเฉยกับคำพูดเหล่านั้น ไม่สนใจไม่เก็บมาใส่ใจ จะช่วยให้เราไม่เครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และทำให้เรามีสมาธิกับการทำงาน

2.พักสมองด้วยการมองสีเขียวๆ สิ่งที่จะช่วยลดเครียดได้ดีคือการมองอะไรที่มีสีเขียวๆเช่นธรรมชาติ แต่ในออฟฟิศจะหาที่ไหนแน่นอนว่าคุณควรมีรูปต้นไม้ ป่าสวยๆ หรือน้ำตก ติดโต๊ะทำงานไว้ เวลาเครียดๆ คิดอะไรไม่ออก ก็ปล่อยวางแล้วมองธรรมชาติที่อยู่บนโต๊ะเรามันจะทำให้จิตใจสงบลงได้

3.เบรกความเครียดด้วยการไปห้องน้ำ วิธีนี้ใช้ได้ผลเพราะหากเครียดจัดๆ ลุกออกจากโต๊ะทำงานจะดีกว่าเดินไปห้องน้ำ ล้างหน้า แต่งหน้า ไปมองหน้าตัวเอง หรือไปนั่งสงบๆในห้องน้ำสัก 5 นาทีจะทำให้ลดความล้าความเครียดลงได้ แม้ห้องน้ำจะไม่ใช่ที่พักผ่อนแต่ในออฟฟิศจะมีอะไรสงบไปกว่าห้องน้ำล่ะจริงไหม

4.ดาร์กชอคโกแลต ลดความเครียดนี่คือเรื่องที่พิสูจน์กันมาแล้วการทานดาร์กชอคโกแลตจะทำให้อารมย์ดีขึ้นได้แม้จะไม่มากแต่ลดความเครียดได้และทำให้สมองผ่อนคลายแต่ต้องเป็นดาร์กชอคโกแลตแบบแท้ๆ ขมๆ ไม่เจือปนอะไรนะ ราคาสูงหน่อยแต่รับรองว่าดีกับตัวแน่นอนเครียดๆก็หยิบขึ้นมาทานสักชิ้นสองชิ้นเพื่อผ่อนคลายรับรองว่าได้ผลจริงๆ

สี่ข้อที่กล่าวมาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่หลายคนจะทำได้แต่ทุกวิธีช่วยให้คุณสามารถลดความเครียดลงได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆการหลบจากปัญหาเครียดๆ มาตั้งหลักจะทำให้เรามีสติและคิดอะไรได้ดีขึ้น สามารถหยุดความคิดที่สับสนได้ และการได้พักสมองในขณะทำงานหนักจะทำให้เราไม่เหนื่อยกับความคิดจนเกินไป และดีกับจิตใจเราเองด้วย แต่หากเครียดหนักมากการหยุดงานสักวันสองวันหรือในวันหยุดไปหาที่สงบๆ อยู่กับธรรมชาติ หรือนั่งนิ่งๆจะช่วยให้เราคิดอะไรออกและแก้ปัญหาได้แต่หากหนักมากการไปหาจิตแพทย์เพื่อระบายคือทางออกที่ดีที่สุดและทำให้เราไม่กลายเป็นโรคเครียดและโรคอื่นๆทางอารมย์ได้

หน้าที่ของพนักงานประจำ ต้องรู้จักรับผิดชอบ

ทุกอาชีพ ทุกการงาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว การทำงานประจำ เป็นลูกจ้าง ทุกอาชีพนั้นจะต้องมีการรับผิดชอบรู้จักหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี หากเราปล่อยปะละเลยไม่ทำงานตามหน้าที่ เจ้านายให้อิสระก็อยู่สบายหน่อย จนลืมไปว่าตัวเองมีงานที่ต้องทำให้กับบริษัท แต่พอเจ้านายเขี้ยวก็ดันรู้สึกไม่พอใจ สุดท้ายไม่ว่าจะทางไหน มันก็จะเกิดผลเสียในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กรณีที่ลูกจ้างอยู่สบายไม่รู้จักหน้าที่ นายจ้างก็จะเกิดผลเสีย สุดท้ายในระยะยาวก็ต้องเลิกจ้างพนักงานคนนั้นไป ในทางกลับกัน หากว่านายจ้างจุกจิกขี้บ่นมากเกินไป พนักงานอาจจะทนไม่ไหว สุดท้ายเค้าจะเป็นคนลาออกเอง ผู้ว่าจ้างเค้าจะต้องหาพนักงานใหม่มาแทนที่ซึ่งก็ต้องดูกันอีกทีว่าความสามารถของพนักงานใหม่นั้นจะมาชดเชยคนเก่าได้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ดี… ในการทำงานประจำ เราจำเป็นที่จะต้องรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ ยกตัวอย่าง อาชีพเขียนโปรแกรม สำหรับการเป็นโปรแกรมเมอร์ หากว่ามีการแพลนงานในการเขียนโปรแกรมว่าจะต้องไปในทิศทางไหน มีจุดให้เสร็จภายในกำหนดวันที่เท่าไหร่ โปรแกรมเมอร์นั้นก็จะต้องพยายามแอคทีฟตัวเองให้ทันกำหนดเสร็จให้ได้ ซึ่งข้อนี้ก็จะต้องดูถึงความเหมาะสมด้วย เพราะบางจุดในการเขียนโปรแกรมมันก็คงจะไม่ใช่ว่าเขียนแว๊บแว๊บแล้วทำตามคำสั่งได้ทันที ทุกอย่างก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มอยู่ตลอด

นอกจากนี้ รวมไปถึงการทำอาชีพการตลาดออนไลน์ การทำเอสซีโอ หรือการรับลงโฆษณาต่างๆ งานพวกนี้ต่อให้เป็นพนักงานกินเงินเดือน คนเหล่านี้จะต้องรู้จักขวนขวายหาความรู้ ทดลอง ทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะทำตลาดที่มีกลไกเปลี่ยนไปในทุกๆวัน เพราะตลาดจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ใช้งานเป็นหลัก

คำคมคนทำงาน

ทำงานไม่เต็ม ระวังโดนเด้งออก

ถ้าไม่สนใจนายจ้าง วันๆเอาแต่นั่งเปิดเว็บเล่นเกมส์ คาสิโนออนไลน์ เดิมพันกีฬา หรือมัวแต่แอบเล่นเกมส์ใน Facebook เชื่อได้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ อย่าไปคิดว่าการเป็นพนักงานประจำนั้นไม่สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ไม่มีเหตุผลต้องขยันเพิ่ม หากว่าเรารู้จักขยันทำงาน พัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่เสมอ และรู้จักการบริหารเงินเดือนที่ได้รับ บ่อยครั้งไปที่พนักงานเหล่านี้จะสามารถมีเงินเก็บได้เยอะกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเสียอีก เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็ต้องรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบต่องานที่ตัวเองได้ทำ

ทำงานให้บริษัท

ทำเงินให้บริษัทเยอะ แต่ชีวิตไม่ก้าวหน้า เป็นเรื่องต้องทำใจ

เมื่อเราเข้าไปสมัครทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ครั้งแรกก่อนสัมภาษณ์ เรามีความหวังว่าเขาจะรับเราเข้าทำงาน เราจะได้มีรายได้ประจำเอาไว้ใช้จ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน และเมื่อผลลัพธ์ปรากฏว่าเราได้เป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทแห่งนั้น เราก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำให้บริษัทเติบโต ทุ่มแรงกายให้กับการทำงานในบริษัทนั้นอย่างเต็มที่ด้วยความคิดที่ว่าเราอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้บริหารหรือมีการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้นอย่างมั่นคง และจะได้วางแผนชีวิตในสเต็ปต่อไป

แต่ผลลัพธ์มันอาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่เราหวังไว้อยู่เสมอไปในบางบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้าถึงพนักงานได้ทุกระดับก็อาจจะมีโอกาสเติบโตได้ง่าย แต่ในบางแห่ง บางสถานที่เราไม่มีโอกาสได้พบผู้บริหาร จึงทำให้เขาเหล่านั้นไม่เห็นผลงาน ส่วนใหญ่จะต้องผ่านหัวหน้างานของเราอีกทีนึงแล้วถ้าหากหัวหน้างานเราเกิดไม่ถูกโฉลกกับเรา ก็อาจจะพูดดักไว้ไม่ให้เกิดการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้น นี่คือความกดดันที่คนเป็นพนักงานประจำจะต้องเจอกันอยู่เสมอ หรืออีกแง่หนึ่ง บางครั้งผู้บริหารก็ทำตีหน้ามึนไม่ยอมขึ้นเงินเดือน ไม่ยอมขึ้นตำแหน่งให้ ทั้งที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสี่ถึงห้าเท่าตัวจากที่ทำในช่วงที่แรก มันนำให้พนักงานหลายคนเกิดอาการท้อจิตท้อใจ

เป็นลูกจ้าง ไร้สิทธิ์เรียกร้อง

จะให้ทำอย่างไรล่ะก็ในเมื่อเราเป็นเพียงพนักงานบริษัท ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่หุ้นส่วน ไม่มีสิทธิ์ออกปากเอ่ยเสียง มีเพียงอย่างเดียวก็คือถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปแค่นั้นเอง ถ้าเราลาออก ผู้บริหารหรือคนในบริษัทก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาฉุดรั้งเราไว้ได้ถ้าเราไม่ได้เกิดการลาออกฉุระหุจนเกิดผลกระทบเสียกับบริษัท เราซึ่งเป็นพนักงาน จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฏหมายของพนักงานไว้ด้วยเช่นกัน คงจะมีไม่กี่คนที่ยอมทุ่มแรงทุ่มกายทุ่มใจให้กับบริษัทที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายนัก ญาติก็ไม่ใช่ พี่น้องก็ไม่ใช่ แล้วเราไปทำให้เขาแบบสุดๆจนรวยเละ สุดท้ายคนที่ขาดทุนก็คือเรา ขาดทุนทั้งในเรื่องของเวลาและในเรื่องของรายได้

ทางออกที่ดีที่สุด เราซึ่งเป็นพนักงานประจำ เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ควรจะมองหาอาชีพเสริมรายได้เสริมทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก ค่อยๆเริ่มไปก่อนเพื่อเป็นช่องทางรายได้สำรอง เวลาเราขาดทุน อย่างน้อยก็ยังมีเงินเดือนกิน เวลาเราทำธุรกิจส่วนตัวแล้วเติบโตได้ หากวันนึงเราโดนไล่ออกจากงานประจำก็สามารถไปต่อยอดในธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องมานั่งคอยกังวลเรื่องของจะโดนไล่ออกหรือการไม่เจริญเติบโตในอาชีพลูกจ้างที่ตัวเองทำอยู่

ปัจจุบันนี้ ลูกจ้างหลายคนก็นิยมหาอาชีพเสริมกันอยู่แล้ว หากใครยังไม่รู้จักมองหาลู่ทางสำรองเพิ่มก็ได้อย่าได้ประมาทในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ธุรกิจตกต่ำ เศรษฐกิจแย่ ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องลดภาระด้วยการปลดพนักงาน เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นที่จะโดนเด้งออก การมองหารายได้ช่องทางอื่นสำรองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรมองข้าม รู้จักมองแนวโน้มในอนาคต รู้จักคิด รู้จักประหยัดเก็บออม รู้จักบริหารเรื่องเงินทอง รับรองว่าเราจะเติบโตได้ทั้งเรื่องของงานลูกจ้างที่เราเป็นอยู่และธุรกิจส่วนตัวที่เราได้เริ่มลงมือทำ