อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

สำหรับคนที่ทำงานบริษัท หรือเป็นพนักงานประจำในที่เดิม ๆ มาหลายปี การมีเงินเดือนที่สมกับความสามารถและภาระงาน เป็นการสร้างความภาคภูมิใจและสร้างกำลังใจในการทำงานได้อย่างมาก แต่จะมีวิธีการทำอย่างไรให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนให้ เรามาดูกัน

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ

พื้นฐานของการคิดระดับเงินเดือน

เมื่อแรกเข้า จะมีการพิจารณาอัตราค่าจ้างให้ตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ (หากมี) ซึ่งในระยะแรกหลังการเรียนจบ คนส่วนใหญ่ไม่มีเรื่องประสบการณ์มาเป็นฐานในการคิดเงินเดือนสักเท่าใดนัก แต่เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง การสั่งสมความรู้ ทักษะที่จำเป็นในงานแต่ละชนิดจนเกิดคุณค่าในเนื้องานจะเป็นตัวที่บ่งบอกได้อย่างมากว่าคุณคู่ควรกับการขึ้นเงินเดือนหรือยัง

นอกจากนี้ การได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับเพื่อนหรือคนในวงการเดียวกันที่ทำงานประจำในบริษัทอื่น จะสามารถรู้ได้ว่าคุณอยู่ในเกรดดี-ดีมาก ที่ควรมีค่าจ้างที่เท่าไรต่อเดือนถึงจะคุ้มค่าต่อความทุ่มเทในงาน

คำติชมและคำวิจารณ์ของคนในที่ทำงาน

การมีหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานที่หวังดีต่อคุณ จะเป็นประโยชน์ทั้งในการทำงานที่ราบรื่น และเป็นตัวชี้ได้เหมือนกันว่าคุณมีผลงานที่น่าพึงพอใจเพียงใดเมื่อเทียบกับคนอื่น เช่น หากหัวหน้ามีคำชมมากกว่าคำติให้คุณเสมอ (ต้องแยกให้ออกระหว่างการวิจารณ์เพื่อให้เกิดการต่อยอดงานที่เป็นระดับเทพอีกขั้น) และเพื่อนร่วมงานมักยึดคุณเป็นแกนนำด้านความคิด หรือการลงมือในโปรเจคกลุ่ม ก็แสดงว่าคุณอยู่ในระดับหัวกะทิที่ควรมีการสนับสนุนทั้งด้านเงินรายได้ และตำแหน่งที่สูงขึ้นได้แล้ว

นอกจากนี้ หากมีการลาออกของเจ้าหน้าที่ในตำแหน่งที่สูงกว่า คุณก็ควรศึกษาว่าตำแหน่งนั้นมีค่าตอบแทนเหมาะสมเพียงใด เผื่อว่าคุณจะเสนอตัวต่อหัวหน้างานในการเลื่อนขั้น และยกระดับเงินเดือนที่คุณพึงพอใจในเวลาเดียวกันไปเลย

สร้างบุคลิกภาพที่ดีในการเจรจากับหัวหน้า

ในการคุยเรื่องสำคัญ อย่างการต่อรองขึ้นเงินเดือน ควรดูเรื่องเสื้อผ้าการแต่งกาย ทรงผม การแต่งหน้าที่พอเหมาะ ทั้งต้องเตรียมลำดับการพูดว่าควรเริ่มและจบที่ตรงไหน จึงจะทำให้การเจรจาดูกึ่งทางการและมีน้ำหนักทำให้หัวหน้านำไปพิจารณาในท้ายที่สุด การพูดแบบทีเล่นทีจริง ไม่เหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ และจะทำให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในเจรจาลดน้อยลง

อยากให้หัวหน้าเพิ่มเงินเดือนงานประจำ ทำอย่างไรดี

การทำงานประจำ โดยทั่วไปมีการขึ้นเงินเดือนตามเกณฑ์และระยะเวลาเฉลี่ย เช่น ทุก 2-3 ปี แต่หากคุณรู้สึกว่าคุณมีพัฒนาการและความรับผิดชอบที่มากเกินกว่าค่าเฉลี่ย และมีโอกาสการก้าวหน้าในอาชีพอีกมากคอยอยู่ ไม่เป็นเรื่องผิดแต่อย่างใดที่จะขอขึ้นเงินเดือนให้สมกับความทุ่มเทและความสามารถของคุณ

ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

การที่ปัจจุบัน  เราต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิต ประกอบกับการมีภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นทุกวัน หลายคนจึงเริ่มวางแผนการเงิน และต้องการทำประกันสังคมเพื่อรองรับความเสี่ยงกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความเจ็บป่วยในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อสงสัยและความกังวลใจอยู่ว่า กรณีเป็นบุคคลทำงานอิสระ เป็นแม่บ้านหรือไม่มีงานประจำ จะสามารถทำได้ หรือไม่  เราจึงรวบรวมหาคำตอบมาไว้ให้ที่นี่แล้ว

ไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

ไม่มีงานประจำก็สมัครในมาตรา 39  หรือ 40 ได้

การทำประกันสังคม  หากเป็นคนที่ไม่เคยทำงานในองค์กร หรือสังกัดหน่วยงานใดมาก่อน สามารถสมัครเป็นผู้ประกันต่อเนื่องในมาตราที่ 40 ได้เลย ในกรณีเคยมีสิทธิประกันสังคมมาก่อน (จะเรียกว่ามาตรา 33) ในช่วงทำงานประจำ แต่ปัจจุบันเพิ่งลาออกมา (ช่วงเวลาไม่เกินหกเดือน) เพื่อทำอาชีพอิสระหรือเป็นแม่บ้าน ก็ต้องสมัครเป็นผู้ประกันตนเองในมาตรา 39  คือ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองเดือนละ 432 บาท โดยหักบัญชีธนาคารหรือชำระเงินสดตามเคาน์เตอร์บริการ เช่น โลตัส 7-11 เพื่อรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ

สิทธิประโยชน์ต่างกันอย่างไรระหว่างประกันสังคมมาตรา 39  และ40

ผู้ประกันตัวเองในมาตรา 39 จะมีสิทธิตามกฎหมายอยู่หกด้าน คือ กรณีเจ็บป่วยรักษาตัวที่โรงพยาบาล กรณีคลอดลูก เมื่อมีเหตุทำให้พิการ (ทุพพลภาพ) เงินช่วยค่าทำศพ หากเสียชีวิต สิทธิในการสงเคราะห์บุตร และเบี้ยชราภาพ ส่วนผู้มีสิทธิประกันสังคมในมาตรา 40 จะได้ 4 สิทธิ์ คือ ชดเชยการขาดรายได้หากป่วยต้องนอนโรงพยาบาล (จะได้ในอัตรา 200 บาท ต่อวัน แต่ห้ามเกิน 30 วันต่อปี) หรือพิการ (ได้รับเงิน 500  ถึง 1000 บาททุกเดือน) ค่าทำศพกรณีเสียชีวิต (จะได้รับเงิน 2หมื่นบาท) และเงินบำเหน็จชราภาพ (จะได้รับทั้งส่วนเงินต้นที่ส่งสะสม และดอกเบี้ยเมื่ออายุ 60 ปี)

รู้ไว้ได้ประโยชน์ ถึงไม่ได้ทำงานประจำ ก็ทำประกันสังคมได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิทธิประโยชน์เงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ทำประกันสังคมสามารถเลือกเองได้ว่าจะต้องการสิทธิ์นี้หรือไม่  หากไม่ต้องการก็ชำระเงินสมทบเพียง 100 บาททุกเดือน แต่หากต้องการรักษาสิทธิ์นี้ต้องส่งเดือนละ 150 บาท

ดังนั้นจุดแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างมาตรา 39  และ 40 คือ การที่มาตรา 40 จะไม่มีการได้สิทธิ์ช่วยค่าใช้จ่ายกรณีเจ็บป่วย คลอดลูก สงเคราะห์บุตร แต่สามารถใช้สิทธิ์บัตรทอง หรือบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับการดูแลค่าใช้จ่าย (ค่ายา ค่าห้องพักรักษาตัวกรณีต้องค้างในโรงพยาบาล)  ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่า ต้องเป็นสถานพยาบาลที่มีตัวเองมีสิทธิ์อยู่ เท่านั้น (สามารถเช็คผ่านเว็บไซต์ หรือสำนักงานเขตที่มีทะเบียนบ้านอยู่)

การทำประกันสังคมสำหรับผู้ไม่มีงานประจำ ไม่ว่าเลือกเป็นมาตรา 39  หรือ 40 ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อตัวของผู้ทำประกันสังคมเอง รวมถึงครอบครัวและผู้ที่เป็นทายาทของผู้ใช้สิทธิ์ด้วย (เช่น ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ) จึงควรศึกษาข้อมูลและทำไว้เสียแต่เนิ่น ๆ  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรสอบถามสำนักงานประกันสังคมได้ที่เบอร์อัตโนมัติ 1506

อย่าเพิ่งลาออกจากงาน ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัวกับสิ่งเหล่านี้

เคยเป็นบ้างไหม? ที่ตัวคุณเองและคนรอบข้างในที่ทำงาน มาปรับทุกข์กันในเรื่องปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานประจำที่ทำกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือลักษณะของงานที่ทำ จนมีความคิดว่าอยากลาออกอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ทั้งนี้ หากคิดจะลาออกด้วยอารมณ์ที่ขาดการไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ตามมาเช่นกัน ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันว่าสิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนการลาออกจากงานประจำมีอะไรบ้าง

1. มีแหล่งรายได้จากที่อื่นมาทดแทนหรือยัง

ก่อนการลาออกจากบริษัทเดิม คุณควรมีแหล่งรายได้ใหม่เสียก่อนไม่ว่าจะเป็นรายได้ประเภทรายเดือน หรืองานแบบฟรีแลนซ์ รับเป็นจ๊อบ ก็ไม่ว่ากัน หากสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในแต่ละวันและเพียงพอต่อภาระครอบครัวได้เป็นอย่างน้อยในระยะ 6 เดือน หลังเปลี่ยนงาน

2. ทบทวนสิ่งที่ได้จากงานประจำที่ทำอยู่

ก่อนการลาออกจากงานประจำแบบเดิม คุณต้องตอบตัวเองให้ได้เสียก่อนว่าเหตุใดจึงทำงานที่นี่ได้เป็นเวลาหลายปี หากงานประจำที่ทำอยู่ไม่มีข้อดีเอาเสียเลย เพราะนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่สามารถหยุดรั้งความคิดชั่ววูบ เมื่อมีอารมณ์เบื่อหรือเซ็งสุด ๆ ได้ เช่น ต้องการสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้แก่ตัวเอง บิดามารดาและบุตร ต้องการโอกาสในการสร้างชื่อเสียงในองค์กรระดับประเทศ เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้ายังไม่ได้เตรียมตัว

3. มีเป้าหมายอย่างไรในชีวิตระยะสิบปีข้างหน้า

ในการทำงานทุกที่ย่อมมีแนวทางที่ชัดเจนว่าคุณสามารถเติบโตไปได้ไกลเพียงใด หากคุณยังทำงานประจำที่เดิมต่อไป ยังสามารถเลื่อนขั้นขึ้นตำแหน่งสูงขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งงานแบบไม่ประจำหรืองานแบบฟรีแลนซ์ย่อมขาดสิ่งนี้ หากเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คุณยังตัดใจไม่ได้ ก็ควรชะลอความคิดจะลาออกไว้เสียก่อน

4. งานใหม่ที่คอยอยู่ตอบโจทย์ความต้องการไหม

คุณได้ถามตัวเองแน่ชัดหรือยังว่างานใหม่ที่อยากทำนั้นเป็นสิ่งที่ใช่ หรือให้ในสิ่งที่งานประจำให้ไม่ได้หรือเปล่า เช่น สามารถทำให้คุณนอนตื่นสายขึ้นได้ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางวันละหลายชั่วโมง ทำให้คุณสามารถดูแลบิดามารดาผู้สูงวัยที่บ้านได้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น

อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ

5. พร้อมรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนหรือเปล่า

หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออาชีพที่หน้าที่การงานไม่แน่นอน ประเภทงานฟรีแลนซ์ คุณพร้อมรับความเสี่ยงจุดนี้หรือไม่ ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องคิดเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน

การทำงานประจำมีข้อดีและข้อจำกัดเช่นเดียวกับงานประเภทอื่น ๆ จึงต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนเสมอ หากยังไม่แน่ใจก็ขอให้อาศัยความอดทนและหมั่นเสริมสร้างกำลังใจให้ตัวเองไปก่อน รอจนกว่าจะถึงจังหวะที่เหมาะสมค่อยตัดสินใจอีกครั้งก็ยังไม่สาย

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

ข้อดีของการมีงานประจำ คิดให้ดีก่อนลาออก

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

ปัจจุบันในสังคมการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชน เราล้วนมีภาระงานและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบหลายด้าน จนหลายคนรู้สึกเบื่องานและอยากลาออกมาทำอาชีพอิสระหรือค้าขายเอง ซึ่งก่อนจะตัดสินใจลาออก เราอยากให้อ่าน 8 ข้อดี ที่คุณได้รับจากงานประจำก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่สาย

8 ข้อดี ที่คุณจะได้รับจากงานประจำ

1. ทำงานประจำยังไงก็ไม่อด

ทำงานไปแล้ว อย่างไรทุกปลายเดือนก็มีเงินเข้า หากไม่เกเร ทำงานรับผิดชอบ สุดท้ายก็ต้องได้เงินเดือนสำหรับจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่รออยู่ ทั้ง ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าเทอมลูก ฯลฯ เรียกได้ว่าอุ่นใจได้แน่นอน

2.ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการหมุนเงินลงทุน

โดยเฉพาะคนที่ทำงานฝ่ายบัญชีของบริษัท จะเห็นตัวเลขผ่านตาทุกวันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ย่อมเข้าใจว่าการไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนอะไรใหม่ ๆ ในเศรษฐกิจแบบนี้น่าจะสบายใจที่สุด

3. ไม่เหงา

การทำงานประจำ เราจะมีเพื่อนที่เข้าใจ ถูกคอ ได้คุยปรับทุกข์กันได้บ่อย ๆ เหตุผลนี้เป็น feel good ที่สุดสำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมงาน เพราะทีมงานที่เวิร์คจะทำให้ทำงานอย่างมีความสุขอยู่กันได้อีกยาว ๆ

4. ยังได้สวัสดิการที่ไม่มีในงานแบบพาร์ทไทม์

จุดนี้สำคัญมาก เช่น เงินเดือนช่วงลาคลอด การเจ็บป่วยใด ๆ ก็ยังมีเงินชดเชย มีรายได้มาเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อยู่ไม่มีขาด

5. เวลาทำงานแน่นอน

ไม่ต้องกังวลว่าหากลูกค้าติดต่อมาตอนตีสองตีสาม ต้องตื่นมาแก้ปัญหาทางธุรกิจ เมื่อเราเปิดกิจการของตัวเอง การทำงานประจำเพียงรับผิดชอบงานตามเวลาวันละ 8 ชม. ก็เพียงพอแล้ว แล้วนำเวลาที่เหลือให้กับครอบครัว ออกกำลังกาย หรือทานอาหารอร่อย ๆ กับเพื่อนฝูงคลายเครียดดีกว่า

ข้อดีของการมีงานประจำ คิดให้ดีก่อนลาออก

6. มีที่ปรึกษา

เมื่อมีปัญหาในงานประจำ อย่างไรก็จะมีรุ่นพี่ในที่งาน เพื่อนร่วมงานและรุ่นน้องที่มีไอเดียเจ๋ง ๆ ยื่นมือมาช่วยเหลือ ต่างจากการออกไปทำงานฟรีแลนซ์ที่ต้องรับผิดชอบตัวเองคนเดียว

7. มีการเติบโตในสายงาน

การทำงานในบริษัท เมื่อผ่านไปหลายปีก็จะได้ยกระดับเป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการได้ในที่สุด ทำให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายและความภูมิใจเป็นรางวัลแห่งความพยายามอยู่ข้างหน้าเสมอ

8. วันหยุดวันลา ก็ยังได้สตางค์

วันพักร้อน-วันลากิจที่บริษัทมีให้ เราสามารถนำมาวางแผนจัดการเพื่อไปเที่ยวพักผ่อน หรือไปทำธุระส่วนตัวได้ โดยไม่ถูกตัดเงินเดือน เป็นสิ่งที่แตกต่างจากการทำงานค้าขายหรืองานฟรีแลนซ์อย่างมาก ที่เมื่อหยุดงาน เงินก็จะหยุดนิ่งไปด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำงานประจำมี 8 ข้อดีที่มีความโดดเด่น ต่างจากงานอื่น ๆ จึงควรไตร่ตรองให้ดีก่อนการลาออกหรือเปลี่ยนงาน และที่สำคัญคือไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเพราะบางสิ่งไม่อาจย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้

งานประจำสำหรับนักศึกษา

เคล็ดลับสร้างโอกาสตัวเองให้ได้ งานประจำ

ข่าวเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว จีดีพีเติบโต การลงทุนคึกคัก ข่าวที่กระหน่ำกันออกมาในช่วงนี้ล้วนเป็นเรื่องของความมั่งคั่งในกลุ่มคนรวย แต่ความยากจนยังกระจายไปทั่วผืนแผ่นดินไทย ไล่หาคำตอบจากแม่ค้า เกษตรกร ชนชั้นแรงงาน ตลอดจนมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ท่านๆ ออกเป็นเสียงเดียวว่า เงียบมาก หากมองจากมุมของนักศึกษาปีสุดท้ายที่จะใกล้สำเร็จการศึกษาออกไปหา งานประจำ ทำในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า บอกเลยว่าความกดดันในการหางานเพิ่มขึ้น ในตลาดงานจะมีโอกาสให้คนกลุ่มนี้หรือไม่ ลำดับเงินเดือนขั้นต่ำจะเพียงพอใช้จ่ายหรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเรียนเก่งหรือพอเอารอด ทุกคนต้องเตรียมพร้อมออกมาล่าหางาน อาจจะต้องอ่านคู่มือสัมภาษณ์ให้มากขึ้น ดูแหล่งหางาน สร้างเครือข่ายเพื่อให้มีโอกาสได้งานทำ งานแรกหลังจบการศึกษาน่าจะเป็นพื้นฐานที่ดีและเป็นอีกประสบการณ์สำคัญในชีวิต

ลองค้นหาตัวอย่างการสมัครงานทางออนไลน์จะเห็นคำแนะนำดีๆ มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องการเขียนประวัติการทำงานให้ดูเป็นคนมีความสามารถ มีประสิทธิภาพ วิธีหนึ่งที่นิยมกันในปัจจุบันคือการทำโบรชัวร์หรือแผ่นพับเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ พกติดตัวก็ง่าย แนบไปกับเอกสารการสมัคร ทำให้เราดูเหมือนมีความพร้อมที่จะเป็นมืออาชีพ วิธีนี้ดึงดูดใจได้ดีสำหรับบริษัทธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการคนรุ่นใหม่ไฟแรง มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ถึงขีดสุด มีโอกาสได้ งานประจำ มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ก่อนเรียนจบ ลองสอบถามกับฝ่ายแนะแนวของสถาบันการศึกษาที่เรียนอยู่เพื่อสร้างและแก้ไขประวัติส่วนตัว โดยเน้นคุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง แต่มีรายละเอียดตามความเป็นจริง

สำหรับนักศึกษาที่มีประสบการณ์น้อยหรือไม่มีเลย อาจจะต้องแทรกข้อมูลด้านอื่นๆ ลงไปเสริม เช่น

-เป้าหมายการทำงาน เชื่อมโยงให้เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่สมัครงาน

-ทักษะความสามารถ ใส่รายการทักษะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานหรือสถานที่รับสมัครงาน รวมถึงความสามารถด้านซอฟต์แวร์ ความเชี่ยวชาญในการวิจัย ความถนัดด้านโซเชียลมีเดียและภาษาต่างประเทศ
-ผลการเรียนที่โดดเด่น ถ้านักศึกษาไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับอาชีพ หรือการฝึกงานมาก่อน สามารถอ้างอิงความสำเร็จทางวิชาการและคะแนนเฉลี่ย

-กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชีพ ประสบการณ์การฝึกงาน อาสาสมัคร การเดินทางไปต่างประเทศหรือการรับราชการทหาร

ในการสัมภาษณ์งาน การสร้างความประทับในครั้งแรกก็สำคัญ การแต่งตัวสัมภาษณ์อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ถือเป็นเคล็ดลับและเทคนิคทำให้ประสบความสำเร็จในการหา งานประจำ ทำได้ ผู้หญิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยาวหรือกระโปรงยาวเสมอเข่า รองเท้าส้นสูง เครื่องประดับสไตล์คลาสสิกไม่กี่ชิ้น เช่น ต่างหูทรงกลม นาฬิกา ฝ่ายผู้ชายสวมเสื้อแขนยาว กางเกง รองเท้าสีดำและนาฬิกาข้อมือ ทุกวันนี้เราหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลากันเป็นส่วนใหญ่ แต่เวลาไปสัมภาษณ์งาน แนะนำให้สวมนาฬิกาติดข้อมือไว้จะดูดีกว่า

แม้จะคาดคิดไว้แล้วว่างานหายาก เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังดูเนือยๆ ตัวเลขจ้างงานซบเซา แต่ถ้ามีตำแหน่งงานว่าง เราจะต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง ถึงจะเป็นคนเก่ง มีฝีมือและพัฒนาต่อยอดได้ แต่ใครอื่นเขาจะรู้ถ้าเราไม่เสนอขายตัวเองให้เป็น

งานประจำ ต้องมีทักษะ