ลดความเครียด จากการทำงาน ควรทำอย่างไร

ลดความเครียดจาการทำงานควรทำอย่างไร

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ ความเครียดมีแน่นอนแต่จะมากหรือน้อย

นั้นก็ต้องแล้วแต่คนและแล้วแต่งาน ในแต่สภาวะเครียดๆและอยู่ในออฟฟิศเราจะทำอย่างไร จะลดเครียดและทำงานอย่างมีสมาธิได้อย่างไร วันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอกกัน

1.ตั้งสติไม่สนใจกับสิ่งเร้าต่างๆ อันนี้สำคัญมากเพราะบางทีการทำงานก็มีกระทบกระทั่งหรือได้ยินสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน เช่นการนินทา หรือการโดนว่าลับหลัง วิธีลดความเครียด หลายคนเอาเรื่องนี้มาเป็นอารมณ์และทำงานไม่ได้สิ่งที่สำคัญคือ ต้องไม่รับรู้หรือเพิกเฉยกับคำพูดเหล่านั้น ไม่สนใจไม่เก็บมาใส่ใจ จะช่วยให้เราไม่เครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และทำให้เรามีสมาธิกับการทำงาน

2.พักสมองด้วยการมองสีเขียวๆ สิ่งที่จะช่วยลดเครียดได้ดีคือการมองอะไรที่มีสีเขียวๆเช่นธรรมชาติ แต่ในออฟฟิศจะหาที่ไหนแน่นอนว่าคุณควรมีรูปต้นไม้ ป่าสวยๆ หรือน้ำตก ติดโต๊ะทำงานไว้ เวลาเครียดๆ คิดอะไรไม่ออก ก็ปล่อยวางแล้วมองธรรมชาติที่อยู่บนโต๊ะเรามันจะทำให้จิตใจสงบลงได้

3.เบรกความเครียดด้วยการไปห้องน้ำ วิธีนี้ใช้ได้ผลเพราะหากเครียดจัดๆ ลุกออกจากโต๊ะทำงานจะดีกว่าเดินไปห้องน้ำ ล้างหน้า แต่งหน้า ไปมองหน้าตัวเอง หรือไปนั่งสงบๆในห้องน้ำสัก 5 นาทีจะทำให้ลดความล้าความเครียดลงได้ แม้ห้องน้ำจะไม่ใช่ที่พักผ่อนแต่ในออฟฟิศจะมีอะไรสงบไปกว่าห้องน้ำล่ะจริงไหม

4.ดาร์กชอคโกแลต ลดความเครียดนี่คือเรื่องที่พิสูจน์กันมาแล้วการทานดาร์กชอคโกแลตจะทำให้อารมย์ดีขึ้นได้แม้จะไม่มากแต่ลดความเครียดได้และทำให้สมองผ่อนคลายแต่ต้องเป็นดาร์กชอคโกแลตแบบแท้ๆ ขมๆ ไม่เจือปนอะไรนะ ราคาสูงหน่อยแต่รับรองว่าดีกับตัวแน่นอนเครียดๆก็หยิบขึ้นมาทานสักชิ้นสองชิ้นเพื่อผ่อนคลายรับรองว่าได้ผลจริงๆ

สี่ข้อที่กล่าวมาอาจไม่ใช่ทางเลือกที่หลายคนจะทำได้แต่ทุกวิธีช่วยให้คุณสามารถลดความเครียดลงได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆการหลบจากปัญหาเครียดๆ มาตั้งหลักจะทำให้เรามีสติและคิดอะไรได้ดีขึ้น สามารถหยุดความคิดที่สับสนได้ และการได้พักสมองในขณะทำงานหนักจะทำให้เราไม่เหนื่อยกับความคิดจนเกินไป และดีกับจิตใจเราเองด้วย แต่หากเครียดหนักมากการหยุดงานสักวันสองวันหรือในวันหยุดไปหาที่สงบๆ อยู่กับธรรมชาติ หรือนั่งนิ่งๆจะช่วยให้เราคิดอะไรออกและแก้ปัญหาได้แต่หากหนักมากการไปหาจิตแพทย์เพื่อระบายคือทางออกที่ดีที่สุดและทำให้เราไม่กลายเป็นโรคเครียดและโรคอื่นๆทางอารมย์ได้

ทำงานให้บริษัท

ทำเงินให้บริษัทเยอะ แต่ชีวิตไม่ก้าวหน้า เป็นเรื่องต้องทำใจ

เมื่อเราเข้าไปสมัครทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ครั้งแรกก่อนสัมภาษณ์ เรามีความหวังว่าเขาจะรับเราเข้าทำงาน เราจะได้มีรายได้ประจำเอาไว้ใช้จ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน และเมื่อผลลัพธ์ปรากฏว่าเราได้เป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทแห่งนั้น เราก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำให้บริษัทเติบโต ทุ่มแรงกายให้กับการทำงานในบริษัทนั้นอย่างเต็มที่ด้วยความคิดที่ว่าเราอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้บริหารหรือมีการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้นอย่างมั่นคง และจะได้วางแผนชีวิตในสเต็ปต่อไป

แต่ผลลัพธ์มันอาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่เราหวังไว้อยู่เสมอไปในบางบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้าถึงพนักงานได้ทุกระดับก็อาจจะมีโอกาสเติบโตได้ง่าย แต่ในบางแห่ง บางสถานที่เราไม่มีโอกาสได้พบผู้บริหาร จึงทำให้เขาเหล่านั้นไม่เห็นผลงาน ส่วนใหญ่จะต้องผ่านหัวหน้างานของเราอีกทีนึงแล้วถ้าหากหัวหน้างานเราเกิดไม่ถูกโฉลกกับเรา ก็อาจจะพูดดักไว้ไม่ให้เกิดการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้น นี่คือความกดดันที่คนเป็นพนักงานประจำจะต้องเจอกันอยู่เสมอ หรืออีกแง่หนึ่ง บางครั้งผู้บริหารก็ทำตีหน้ามึนไม่ยอมขึ้นเงินเดือน ไม่ยอมขึ้นตำแหน่งให้ ทั้งที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสี่ถึงห้าเท่าตัวจากที่ทำในช่วงที่แรก มันนำให้พนักงานหลายคนเกิดอาการท้อจิตท้อใจ

เป็นลูกจ้าง ไร้สิทธิ์เรียกร้อง

จะให้ทำอย่างไรล่ะก็ในเมื่อเราเป็นเพียงพนักงานบริษัท ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่หุ้นส่วน ไม่มีสิทธิ์ออกปากเอ่ยเสียง มีเพียงอย่างเดียวก็คือถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปแค่นั้นเอง ถ้าเราลาออก ผู้บริหารหรือคนในบริษัทก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาฉุดรั้งเราไว้ได้ถ้าเราไม่ได้เกิดการลาออกฉุระหุจนเกิดผลกระทบเสียกับบริษัท เราซึ่งเป็นพนักงาน จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฏหมายของพนักงานไว้ด้วยเช่นกัน คงจะมีไม่กี่คนที่ยอมทุ่มแรงทุ่มกายทุ่มใจให้กับบริษัทที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายนัก ญาติก็ไม่ใช่ พี่น้องก็ไม่ใช่ แล้วเราไปทำให้เขาแบบสุดๆจนรวยเละ สุดท้ายคนที่ขาดทุนก็คือเรา ขาดทุนทั้งในเรื่องของเวลาและในเรื่องของรายได้

ทางออกที่ดีที่สุด เราซึ่งเป็นพนักงานประจำ เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ควรจะมองหาอาชีพเสริมรายได้เสริมทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก ค่อยๆเริ่มไปก่อนเพื่อเป็นช่องทางรายได้สำรอง เวลาเราขาดทุน อย่างน้อยก็ยังมีเงินเดือนกิน เวลาเราทำธุรกิจส่วนตัวแล้วเติบโตได้ หากวันนึงเราโดนไล่ออกจากงานประจำก็สามารถไปต่อยอดในธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องมานั่งคอยกังวลเรื่องของจะโดนไล่ออกหรือการไม่เจริญเติบโตในอาชีพลูกจ้างที่ตัวเองทำอยู่

ปัจจุบันนี้ ลูกจ้างหลายคนก็นิยมหาอาชีพเสริมกันอยู่แล้ว หากใครยังไม่รู้จักมองหาลู่ทางสำรองเพิ่มก็ได้อย่าได้ประมาทในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ธุรกิจตกต่ำ เศรษฐกิจแย่ ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องลดภาระด้วยการปลดพนักงาน เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นที่จะโดนเด้งออก การมองหารายได้ช่องทางอื่นสำรองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรมองข้าม รู้จักมองแนวโน้มในอนาคต รู้จักคิด รู้จักประหยัดเก็บออม รู้จักบริหารเรื่องเงินทอง รับรองว่าเราจะเติบโตได้ทั้งเรื่องของงานลูกจ้างที่เราเป็นอยู่และธุรกิจส่วนตัวที่เราได้เริ่มลงมือทำ