ทำงานให้บริษัท

ทำเงินให้บริษัทเยอะ แต่ชีวิตไม่ก้าวหน้า เป็นเรื่องต้องทำใจ

เมื่อเราเข้าไปสมัครทำงานในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ครั้งแรกก่อนสัมภาษณ์ เรามีความหวังว่าเขาจะรับเราเข้าทำงาน เราจะได้มีรายได้ประจำเอาไว้ใช้จ่ายในแต่ละวันแต่ละเดือน และเมื่อผลลัพธ์ปรากฏว่าเราได้เป็นหนึ่งในพนักงานของบริษัทแห่งนั้น เราก็จะมีกำลังใจที่อยากจะทำให้บริษัทเติบโต ทุ่มแรงกายให้กับการทำงานในบริษัทนั้นอย่างเต็มที่ด้วยความคิดที่ว่าเราอาจจะได้ขึ้นเป็นผู้บริหารหรือมีการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้นอย่างมั่นคง และจะได้วางแผนชีวิตในสเต็ปต่อไป

แต่ผลลัพธ์มันอาจจะไม่ได้เป็นดั่งที่เราหวังไว้อยู่เสมอไปในบางบริษัทที่มีผู้บริหารระดับสูงสามารถเข้าถึงพนักงานได้ทุกระดับก็อาจจะมีโอกาสเติบโตได้ง่าย แต่ในบางแห่ง บางสถานที่เราไม่มีโอกาสได้พบผู้บริหาร จึงทำให้เขาเหล่านั้นไม่เห็นผลงาน ส่วนใหญ่จะต้องผ่านหัวหน้างานของเราอีกทีนึงแล้วถ้าหากหัวหน้างานเราเกิดไม่ถูกโฉลกกับเรา ก็อาจจะพูดดักไว้ไม่ให้เกิดการเติบโตเจริญก้าวหน้าในบริษัทแห่งนั้น นี่คือความกดดันที่คนเป็นพนักงานประจำจะต้องเจอกันอยู่เสมอ หรืออีกแง่หนึ่ง บางครั้งผู้บริหารก็ทำตีหน้ามึนไม่ยอมขึ้นเงินเดือน ไม่ยอมขึ้นตำแหน่งให้ ทั้งที่ทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นสี่ถึงห้าเท่าตัวจากที่ทำในช่วงที่แรก มันนำให้พนักงานหลายคนเกิดอาการท้อจิตท้อใจ

เป็นลูกจ้าง ไร้สิทธิ์เรียกร้อง

จะให้ทำอย่างไรล่ะก็ในเมื่อเราเป็นเพียงพนักงานบริษัท ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่หุ้นส่วน ไม่มีสิทธิ์ออกปากเอ่ยเสียง มีเพียงอย่างเดียวก็คือถ้าไม่พอใจก็ลาออกไปแค่นั้นเอง ถ้าเราลาออก ผู้บริหารหรือคนในบริษัทก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาฉุดรั้งเราไว้ได้ถ้าเราไม่ได้เกิดการลาออกฉุระหุจนเกิดผลกระทบเสียกับบริษัท เราซึ่งเป็นพนักงาน จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องกฏหมายของพนักงานไว้ด้วยเช่นกัน คงจะมีไม่กี่คนที่ยอมทุ่มแรงทุ่มกายทุ่มใจให้กับบริษัทที่เราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียมากมายนัก ญาติก็ไม่ใช่ พี่น้องก็ไม่ใช่ แล้วเราไปทำให้เขาแบบสุดๆจนรวยเละ สุดท้ายคนที่ขาดทุนก็คือเรา ขาดทุนทั้งในเรื่องของเวลาและในเรื่องของรายได้

ทางออกที่ดีที่สุด เราซึ่งเป็นพนักงานประจำ เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ควรจะมองหาอาชีพเสริมรายได้เสริมทำเป็นธุรกิจส่วนตัวขนาดเล็ก ค่อยๆเริ่มไปก่อนเพื่อเป็นช่องทางรายได้สำรอง เวลาเราขาดทุน อย่างน้อยก็ยังมีเงินเดือนกิน เวลาเราทำธุรกิจส่วนตัวแล้วเติบโตได้ หากวันนึงเราโดนไล่ออกจากงานประจำก็สามารถไปต่อยอดในธุรกิจที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องมานั่งคอยกังวลเรื่องของจะโดนไล่ออกหรือการไม่เจริญเติบโตในอาชีพลูกจ้างที่ตัวเองทำอยู่

ปัจจุบันนี้ ลูกจ้างหลายคนก็นิยมหาอาชีพเสริมกันอยู่แล้ว หากใครยังไม่รู้จักมองหาลู่ทางสำรองเพิ่มก็ได้อย่าได้ประมาทในอาชีพที่ตัวเองกำลังทำอยู่ จำไว้ว่าเมื่อไหร่ที่ธุรกิจตกต่ำ เศรษฐกิจแย่ ผู้ว่าจ้างอาจจะต้องลดภาระด้วยการปลดพนักงาน เราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นที่จะโดนเด้งออก การมองหารายได้ช่องทางอื่นสำรองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรมองข้าม รู้จักมองแนวโน้มในอนาคต รู้จักคิด รู้จักประหยัดเก็บออม รู้จักบริหารเรื่องเงินทอง รับรองว่าเราจะเติบโตได้ทั้งเรื่องของงานลูกจ้างที่เราเป็นอยู่และธุรกิจส่วนตัวที่เราได้เริ่มลงมือทำ