เตรียมความพร้อมก่อนลาออกจาก “งานประจำ”

เตรียมความพร้อมก่อนลาออกจาก “งานประจำ”

ในปัจจุบันเป็นโลกแห่งการสร้างโอกาสให้กับคนมากขึ้น ผู้คนสามารถออกแบบและเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้มากขึ้น ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ขยายวงกว้าง ทำให้บุคคลสามารถติดต่อสื่อสารและเข้าถึงกันได้ง่ายโดยไม่ต้องยุ่งยากเหมือนในอดีต ทำให้คุณจะเห็นว่าเกิดเจ้าของธุรกิจ เจ้าของกิจการ หรือรูปแบบอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย จะเห็นได้ว่าคนเลือกที่จะเป็นนายตัวเองมากขึ้นแทนที่จะทำงานประจำซึ่งเป็นลูกน้องคนอื่น แล้วถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่วงการงานประจำไปแล้ว แต่อยากลองสิ่งใหม่ ๆ ค้นหาโอกาสในการเป็นนายตัวเองบ้าง คุณจะต้องทำอย่างไร วันนี้เรามีข้อแนะนำในการเตรียมความพร้อมก่อนลาออกจาก “งานประจำ” มาบอกต่อกัน

วางแผนการเงินให้รอบด้าน
เรื่องเงิน เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกที่คุณจะต้องคิดก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของคุณ คุณจะต้องมีการวางแผนลดภาระหนี้สินที่คุณจะต้องจ่ายประจำเดือนให้เหลือน้อยที่สุด เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน เป็นต้น เพราะเมื่อคุณลาออกจากงานประจำแล้วมาเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง แน่นอนว่าในช่วงแรกนั้นอาจจะพบกับปัญหาและอุปสรรค หรือมีโอกาสมากที่จะยังไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น การลดภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายประจำเดือน จะทำให้คุณไม่ต้องมานั่งกังวลกับรายรับในแต่ละเดือนมากนักในช่วงที่คุณกำลังเริ่มต้นใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณมีเวลาในการสร้างสรรค์สิ่งที่คุณเลือกจะทำมันให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้ นอกจากนี้ ควรจะสำรวจตัวเองด้วยว่ามีเงินออมสำหรับใช้จ่ายในแต่ละวันเพียงพอหรือไม่ โดยขอแนะนำให้คุณคำนวณเงินสำรองไว้ที่ประมาณ 1 ปี เพื่อให้คุณอุ่นใจว่า แม้การเริ่มต้นใหม่ของคุณจะยังอยู่ในช่วงรอวันแห่งความสำเร็จ แต่คุณก็ยังสามารถกินอยู่ได้โดยปกติประมาณ 1 ปี

ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าออกมาทำอะไร
แน่นอนว่า การออกจากงานประจำเรียกได้ว่าเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งในชีวิต แต่จะไม่เป็นความเสี่ยงมากนักหากคุณมีการวางเป้าหมาย วางแผนหลังจากออกจากงานประจำอย่างชัดเจนแล้วว่าจะทำอะไรต่อไปบ้าง เช่น หากคุณคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจขายอาหาร คุณก็ควรมีแผนธุรกิจและเป้าหมายให้ชัดเจนก่อน เงินทุนสำหรับการเปิดธุรกิจ สถานที่ทำอาหาร กลุ่มลูกค้า เป้าหมายรายได้ต่อเดือน แผนความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นได้ชัดเจนขึ้นและพร้อมเผชิญกับสถานการณ์อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น

มีการวางแผนสำรอง
การมีแผนสำรองกรณีเกิดปัญหาอุปสรรคที่พัวพันจนคุณไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้ จะช่วยทำให้คุณมีความมั่นใจในการลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวมากขึ้น ทั้งแผนสำรองด้านการเงิน แผนสำรองด้านอาชีพ แต่อย่าให้แผนสำรองนั้นเป็นตัวฉุดความกล้าและความพยายามในการฝ่าฟันอุปสรรคของคุณ

ถึงแม้งานประจำจะดูเหมือนทำให้ชีวิตคุณมั่นคง แต่อย่าลืมว่าไม่มีอะไรแน่นอน ไม่แน่ว่าการออกจากงานประจำของคุณ อาจทำให้ชีวิตของคุณมีสมดุล สบายกาย สบายใจมากขึ้นก็เป็นได้

วิธีคลายเครียดจากงานประจำที่น่าเบื่อ

วิธีคลายเครียดจากงานประจำที่น่าเบื่อ

ในโลกแห่งการทำงานนั้นเต็มไปด้วยความเครียดเสมอ ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน ความหวังของครอบครัวที่แบกเอาไว้ ภาระหน้าที่ในแต่ละวันล้วนแต่สร้างความเครียดและยากจะผ่อนคลาย แต่คงจะดีไม่น้อยถ้าหากมีวิธีที่จะช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยล้าจากหน้าที่การงานบ้าง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่กำลังทำงานอย่างขันแข็งไปจนถึงในเวลาช่วงวันหยุดหรือหลังจากการทำงานเราจะมีวิธีช่วยผ่อนคลายอย่างไรในเวลาอันน้อยนิด

1.การบริหารเวลาอย่างเหมาะสม ความเครียดบางอย่างเกิดจากการที่เราจัดสรรเวลาไม่ถูกต้องตามความต้องการของตัวเอง บางคนให้เวลาในการทำงานมากเกินไปจนไม่สามารถผ่อนคลายหรือมีเวลาให้ตัวเองได้พักผ่อน สิ่งนี้จะส่งผลต่อจิตใจและร่างกายในระยะยาวซึ่งก่อให้เกิดความเครียดและไม่ดีต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นควรแบ่งเวลางาน และเวลาส่วนตัวอย่างชัดเจน

2.การปรับเปลี่ยนมุมมองและความคิด ตรรกะเหตุผลบางอย่างมักสร้างความเครียดให้เราเสมอเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากตัวเราเองทั้งนั้น เมื่อเกิดความเครียดบางคนจะย้ำคิดย้ำทำกับการกระทำของตัวเองวนลูปกับความคิดจนไม่สามารถที่จะผ่อนคลายได้ จึงต้องฝึกเปลี่ยนมุมมองและความคิดของตัวเองให้เป็นพลังงานบวก การเอาใจเขามาใส่ใจเราจะทำให้เข้าใจเพื่อนร่วมงานมากขึ้นและสามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องของการทำงานได้

3.ให้กำลังตัวเองอยู่เสมอ เรามักจะคิดว่ากำลังใจมักจะมาจากผู้อื่นเท่านั้น แต่เปล่าเลยกำลังใจที่ดีที่สุดมักมาจากตัวเอง ไม่มีใครคอยให้กำลังใจและปลอบประโลมจิตใจของเราได้เท่ากับตัวเราเอง เมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดปัญหาพยายามบอกกับตัวเองว่า “ฉันทำได้” “ฉันเก่งที่สุด” “ไม่เป็นไรนะ” ถ้อยคำที่สร้างพลังบวกให้กับตัวเองจะช่วยบรรเทาความเครียดแถมยังทำให้เราพร้อมที่จะเผชิญกับการทำงานได้ดีที่สุด

4.การทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมงาน ปัญหาและความเครียดส่วนใหญ่มักเกิดจากการทำงานคนเดียวโดยที่ไม่มีคนคอยช่วยเหลือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วเมื่ออยู่ด้วยตัวคนเดียวมักจะเกิดความเครียดและต้องคอยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นการทำความรู้จักและสร้างมิตรภาพในการทำงานจะช่วยให้ผ่อนคลายจากงานและแก้ปัญหาในการทำงาน

5.การพักผ่อนหย่อนใจ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะทำงานได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีการหยุดพัก การหลบหนีปัญหาและความเหนื่อยล้าจากการทำงานไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนอย่างชาวเราต้องทำ การหาเวลาว่างให้ตัวเองได้ทำกิจกรรมที่ชอบจะช่วยลดความเครียดได้ บางคนอาจจะออกไปเที่ยวในช่วงวันหยุด กินอาหารอร่อย ๆ ในร้านประจำที่คุ้นเคย หรือการดูหนังฟังเพลงกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยทำให้ผ่อนคลายจากงานได้มากขึ้น

การทำงานเป็นสิ่งที่เครียดและน่าเบื่อหน่ายไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรือฟรีแลนซ์อิสระก็ล้วนแต่เจอปัญหาเหล่านี้ทั้งนั้น แต่เราสามารถพาตัวเองไปในที่ที่สามารถช่วยให้เรามีความสุขและผ่อนคลายจากความเครียดและความเหน็ดเหนื่อยได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาความสุขให้ตัวเองและให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ

5 เคล็ดลับช่วยให้การทำงานประจำมีความสุขมากขึ้น

5 เคล็ดลับช่วยให้การทำงานประจำมีความสุขมากขึ้น

มีคำกล่าวว่าคนเราใช้ชีวิต 30 – 40% หมดไปกับการทำงาน ซึ่งเกือบเป็น 1 ใน 3 ของเวลาชีวิตเราเลยก็ว่าได้ แม้บางครั้งเราจะป่วย เครียด หรือมีปัญหาส่วนตัวต่าง ๆ แต่เราก็ต้องฝืนไปทำงานเพื่อที่จะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับชีวิตตัวเองรวมทั้งคนที่เรารัก หลายคนต้องฝืนทำงานไปวัน ๆ แบบไม่มีความสุข อยากเลิกก็เลิกไม่ได้เพราะมีภาระต่าง ๆ ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาแนะนำ 5 เคล็ดลับช่วยให้การทำงานประจำมีความสุขมากขึ้น

1.รักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน
เพราะทุกคนล้วนมีข้อจำกัดในชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนมีข้อจำกัดต้องเลิกงานตรงเวลาเพื่อไปรับลูกที่โรงเรียน หรือบางคนที่ยังไม่มีลูกก็สามารถทุ่มเทเวลาทำงานได้เต็มที่เพื่อเพิ่มรายได้ ประเด็นก็คือมันไม่สำคัญว่าข้อจำกัดของเราคืออะไร แต่เราต้องหาจุดสมดุลระหว่างทั้งสองสิ่งนี้ให้ได้ และไม่ควรฝืนด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เพราะมันจะทำให้เราไม่มีความสุขไม่ว่าด้านไหนก็ตาม ฉะนั้น การควบคุมตารางเวลาของตัวเองไม่ว่าจะใช้ไปกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวจึงถือเป็นสิ่งสำคัญ

2.พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ
สาเหตุสำคัญอีกส่วนหนึ่งของการรู้สึกไม่มีความสุขกับงานประจำก็คือการย่ำอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้าไปไหนนั่นเอง ซึ่งขัดกับธรรมชาติของคนเราที่มีความทะเยอทะยานและชอบอะไรใหม่ ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่ทำเงินได้มากขึ้น ฉะนั้น การเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจะช่วยให้เรามีทักษะหรือความเชี่ยวชาญใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มโอกาสให้หน้าที่การงานของเราก้าวหน้ามากขึ้น

3.หาโอกาสใหม่ ๆ ให้ตัวเองเสมอ
ธรรมชาติของคนเราย่อมต้องชอบลองอะไรใหม่ ๆ รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใจ ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่การทำงานเดิม อยู่กับสังคมแบบเดิม เพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคย จะทำให้ชีวิตการทำของเรารู้สึกหมดความสุข หมดความท้าทายในการทำงาน แม้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน แต่หากใครที่กำลังรู้สึกแบบนี้อยู่ การมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในเวลาที่เหมาะสมก็ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้การทำงานประจำมีความสุขมากขึ้น

4.วัฒนธรรมองค์กรเหมาะกับไลฟ์สไตล์แค่ไหน
เวลาคนเราต้องทนอยู่กับอะไรที่เข้ากันไม่ได้ จะให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขก็คงยาก เช่นเดียวกับการทำงานที่องค์กรบางแห่งอาจมีวัฒนธรรมที่ไม่เข้ากับวิถีชีวิตหรือนิสัยส่วนตัว จะฝืนทำไปเรื่อย ๆ ก็อาจจะพอได้ แต่จะมีความสุขแค่ไหนนั้นก็อีกเรื่อง ยกตัวอย่าง หากเราทำงานกับบริษัทที่เป็นคนไทยด้วยกัน เรื่องความตรงต่อเวลาอาจไม่ใช่เรื่องเคร่งครัดเท่ากับลำดับอาวุโส แต่หากเราทำงานบริษัทต่างชาติที่เคร่งเรื่องวินัยอย่างบริษัทญี่ปุ่นแล้ว ความตรงต่อเวลาและวินัยในการทำงานถือเป็นเรื่องสำคัญ เป็นต้น ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือหาองค์กรที่มีวัฒนธรรมการทำงานที่เหมาะกับเรานั่นเอง

5.เลือกงานให้เหมาะกับทักษะการเข้าสังคม
เคยมีคำกล่าวว่า “การทำงานก็คือการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง” เพราะเราต้องอาศัยการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน การพูดคุยกับลูกค้า ไปจนถึงการสื่อสารกับหัวหน้าของเรา พูดง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นงานระดับไหนก็ต้องใช้ทักษะการเข้าสังคมด้วยกันทั้งนั้น หมายความว่าเราต้องเลือกงานให้เหมาะกับทักษะการเข้าสังคมของตัวเอง ยกตัวอย่าง หากเราเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่ถนัดเรื่องการพูดคุยกับคนแปลกหน้า เราก็ควรเลี่ยงงานที่ต้องออกไปพบกับลูกค้าโดยตรง เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลหน้าคอมพิวเตอร์ หรืองานนั่งโต๊ะที่ไม่ต้องออกไปพบลูกค้า เป็นต้น แต่ทางที่ดีเราควรเรียนรู้การเข้าสังคมให้ได้มากที่สุดจะดีกว่า

ไม่ว่าคุณจะทำงานประจำอะไรอยู่ เพิ่งเริ่มทำหรือทำมานานแค่ไหน ก็ต้องประเมินดูว่างานที่ทำอยู่นั้นตอบสนองความต้องการของคุณมากน้อยแค่ไหน ทั้งเรื่องของเวลาว่างที่จะทำอย่างอื่นที่อยากทำ ความเคร่งเครียด ค่าตอบแทน ความสุขในการทำงาน ความสะดวกในการใช้ชีวิต เพื่อหางานที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19

5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19

ขึ้นชื่อว่าการหางานประจำแล้ว ไม่ว่าจะช่วงไหนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่บริษัททั้งเล็กทั้งใหญ่ต่างก็ทยอยเลิกจ้างพนักงานกันเป็นแถว ๆ ไหนจะคนตกงานจากปีก่อน ๆ หรือคนที่ต้องการเปลี่ยนงาน แถมยังมีพวกเด็กจบใหม่ไฟแรงที่คอยแย่งงานที่มีอยู่จำกัด เรียกได้ว่าเดินไปไหนแทบจะเจอแต่คนหางานก็ว่าได้

ดังนั้น วันนี้เราจึงมี 5 วิธีหางานประจำยังไงให้ได้งานในช่วงโควิด-19 มาฝากกัน

1.ตื่นตัวอยู่เสมออย่าเพิ่งหมดหวัง
สิ่งที่คนหางานต้องทำเป็นอันดับแรกเลยก็คือ ตื่นตัวอยู่เสมอ อย่าหมดหวัง อย่าจิตตก อย่าเลิกล้มความตั้งใจเป็นอันขาด เพราะถึงแม้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในบ้านเรายังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเร็ว ๆ นี้ แต่วิกฤติย่อมมาพร้อมโอกาส องค์กรต่าง ๆ ยังมีการจ้างงานอยู่มากพอสมควร รวมถึงงานออนไลน์ต่าง ๆ ที่นับวันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะยังไม่เป็นใจ ขอเพียงยังมีความหวังย่อมต้องมีงานดี ๆ เข้ามาสักวันหนึ่ง ระหว่างนี้ก็ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม เพิ่มพูนทักษะในด้านต่าง ๆ ของตัวเองเท่าที่จะทำได้

2.สร้างโปรไฟล์ของตัวเองให้โดดเด่นที่สุด
แน่นอนว่าการหางานย่อมต้องเจอคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้น การเขียนประวัติการทำงานหรือ Resume ที่ดีต้องมีความกระชับ ไม่เวิ่นเว้อ แต่โดดเด่น ส่วนใหญ่มักเป็นการ “สรุป” ประวัติการศึกษา ผลงาน ตลอดจนประสบการณ์ทำงานต่าง ๆ ที่เป็นหมัดเด็ดของตัวเองไว้ให้ครบถ้วนที่สุด และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “ทักษะ” พิเศษต่าง ๆ นอกเหนือจากความรู้ความเชี่ยวชาญที่ร่ำเรียนมา เช่น ทักษะด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์, ทักษะด้านภาษาที่ 3, ทักษะด้านการขับขี่ยานพาหนะ หรือแม้แต่ทักษะด้านดนตรี/กีฬา หากคิดว่ามันเป็นประโยชน์กับงานที่ต้องการสมัครก็ให้ใส่ลงไปด้วย ยิ่งมีทักษะพิเศษมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพิ่มความโดดเด่นให้กับโปรไฟล์ของเรามากยิ่งขึ้นเท่านั้น

3.หางานตามช่องทางออนไลน์
นอกจากการเดินไปสมัครงานตามหน้าบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ โดยตรงแล้ว ปัจจุบันยังมีเว็บไซต์หางานต่าง ๆ เป็นจำนวนมากที่เปิดให้เราสามารถเข้าไปฝากโปรไฟล์หรือ Resume ให้แผนกหางานของแต่ละบริษัทหรือองค์กรเข้ามาเลือกดูอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่หลายบริษัทปรับมาเป็นการทำงานออนไลน์มากขึ้น การฝากประวัติไว้ตามช่องทางออนไลน์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสหางานได้มากขึ้น

4.อย่าหยุดหางานแม้จะรอผลสัมภาษณ์
แม้ว่าเราจะถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน แต่ตราบใดที่ผลการสัมภาษณ์ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ ถึงต่อให้มีโอกาสสูงแค่ไหนที่จะได้งานก็ตาม เราต้องไม่หยุดหางาน ไม่ควรนั่งรออยู่เฉย ๆ แต่ต้องสร้างทางเลือกที่สองที่สามเผื่อไว้เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่า ฉะนั้นขอให้สมัครงานไปเรื่อย ๆ ดีไม่ดีอาจได้งานที่ดีกว่าที่แรกก็ได้

5.อย่าแสดงทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับงานเก่า
ข้อผิดพลาดของคนหางานที่พบได้บ่อยมากที่สุด นั่นคือ ระหว่างสัมภาษณ์งานมักการแสดงทัศนคติแง่ลบเกี่ยวกับงานเก่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ โดยไม่พูดถึงข้อดีของงานที่เคยทำเลย ตัวอย่างเข่น ต่อว่านายจ้างหรือบริษัทเดิม เพราะนอกจากจะเป็นการแสดงให้เห็นทัศนคติลบ ๆ ด้านการทำงานของเราแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการไม่รู้จักกาลเทศะของเราด้วย ซึ่งอาจทำให้การสัมภาษณ์ไม่ผ่านนั่นเอง

การทำงานเป็นการแสดงความสามารถและใช้ความรู้และทักษะที่ร่ำเรียนมา การทำงานประจำจะทำให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า สร้างความหมายของการมีชีวิตอยู่และมีรายได้เพื่อเลี้ยงชีพต่อไปได้ ขอให้ทุกคนมีกำลังใจในช่วงสถานการณ์ covid-19 นี้

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า! เพื่อชีวิตงานประจำที่แฮปปี้

เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีกว่า! เพื่อชีวิตงานประจำที่แฮปปี้

การทำงานประจำในองค์กร ต้องทำงานร่วมกับคนหมู่มาก และในบางครั้งพฤติกรรมหรือคำพูดของเราอาจสร้างความรำคาญใจให้กับเพื่อนร่วมงานโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่ควรทำในที่ทำงาน มีดังนี้

1.คุณนาย/คุณชาย สายเสมอ ด้วยวัยทำงานเป็นวัยเดียวกับที่หลายคนกำลังสร้างครอบครัว จึงทำให้หลายคนต้องดูแลลูกและสมาชิกครอบครัวให้เรียบร้อยก่อนมาทำงาน แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการมาทำงานสายอยู่บ่อยครั้ง เพราะในองค์กรเดียวกันก็มีเพื่อนร่วมงานที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบคล้าย ๆ กับคุณ ดังนั้นหากรู้ตัวว่างานประจำมีภาระที่ต้องจัดการให้เสร็จสิ้นก่อนถึงเวลาทำงาน ก็ควรรีบตื่นมาจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งการจัดตารางเวลาเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยครบถ้วนได้รวดเร็วขึ้น

2.การใช้ถ้อยคำหรือน้ำเสียงกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าคุณจะทำงานในตำแหน่งใดก็ตาม การใช้น้ำเสียงและคำพูดที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการใช้น้ำเสียงหรือถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดบรรยากาศที่เป็นพิษในที่ทำงานได้ รวมถึงการตำหนิติชมต่าง ๆ ควรเลือกทำในสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัว และไม่ควรพูดคุยเสียงดังเกินไปจนรบกวนการทำงานของผู้อื่น

3.ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น การเปิดเพลง การเปิดเสียงโทรศัพท์ หรือการพูดคุยที่ดังจนเกินไปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเปิดเพลงและเปิดเสียงโทรศัพท์ที่ดังจนเกินไปสามารถทำลายสมาธิในการทำงานของผู้อื่นได้ ดังนั้นหากต้องการฟังเพลง ก็ควรใส่หูฟังและเปิดในระดับเสียงที่พอดี และทางที่ดีควรปิดเสียงโทรศัพท์ ใช้ระบบสั่น หรือเปิดในระดับที่เบาที่สุดแล้วเอาไว้ใกล้ตัวแทน

4.ป่วยแต่ไม่ยอมหยุดงาน หลายคนขยันทำงานมากเกินไปจนไม่อาจละทิ้งหน้าที่รับผิดชอบงานประจำได้แม้ว่าตัวเองจะป่วยหนักก็ตาม พฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่ไม่ใช่พฤติกรรมที่สามารถสร้างความประทับใจในการทำงาน เพราะการทำงานทั้งที่ป่วยอาจทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพและยังเป็นการกระจายเชื้อโรคให้กับเพื่อนร่วมงานอีกด้วย ดังนั้นหากรู้ตัวว่าป่วย ควรกินยา พักผ่อนให้เพียงพอ หรือไปพบแพทย์และลาป่วยให้ถูกต้อง เมื่อร่างกายกลับมาแข็งแรงเป็นปกติแล้ว ค่อยกลับมาจัดการงานให้เต็มที่

5.เป็นมิตรมากเกินไป การสร้างไมตรีด้วยการยิ้มหรือพูดคุยเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่บางคนเข้าใจผิดและพยายามสร้างมิตรด้วยการแซวหรือพูดล้อเลียนกับเพื่อนร่วมงานมากเกินไป ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกอึดอัดเท่านั้น แต่ยังสร้างความรำคาญใจจนไม่อยากอยู่ใกล้อีกด้วย

การควบคุมพฤติกรรม อารมณ์ และคำพูด ให้ถูกกาลเทศะ และยกเลิกการทำพฤติกรรมแปลก ๆ ทั้ง 5 พฤติกรรมที่กล่าวมา จะทำให้คุณกลายเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าและสามารถทำงานประจำกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างราบรื่น

บริษัทควรรู้สวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ทำงานประจำอยากได้

บริษัทควรรู้สวัสดิการที่คนรุ่นใหม่ทำงานประจำอยากได้

การทำงานประจำนั้น นอกจากจะได้เงินเดือนอย่างแน่นอนในแต่ละเดือนแล้ว ยังมีสวัสดิการอีกหลายอย่างที่มีการสำรวจว่าคนรุ่นใหม่ต้องการ และใช้ในการพิจารณาว่าจะตัดสินใจตกลงเซ็นสัญญาทํางานกับที่ใด เรามาดูกันว่ามีสวัสดิการอะไรบ้างที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

1.เงินโบนัส
หากบริษัทมีนโยบายให้เงินโบนัสแก่พนักงานประจำเทียบเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ยประมาณ 6 เดือน จะเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทำงานต่อเนื่องนานที่สุด หรือนิยมยื่นใบสมัครงานมากที่สุด เพราะตอบโจทย์ความต้องการมีเงินเก็บให้ได้มากในเวลารวดเร็ว

2.มีประกันสังคม
แม้คนไทยทุกคนสามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทได้ หรือใช้สิทธิ์ของประกันสุขภาพและประกันชีวิตที่จ่ายเอง แต่เมื่อทำงานประจำ พนักงานเกือบทุกคนต่างคาดหวังที่จะได้ใช้สิทธิ์ประกันสังคม เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการในสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่เลือกได้เอง และยังได้สะสมเงินสมทบจากบริษัทเข้าระบบประกันสังคม ให้ได้ถอนใช้ในวันที่อายุ 55 ปีด้วย หากนายจ้างไม่มีประกันสังคมให้ โอกาสที่จะได้คนทำงานต่อเนื่องยาวนานก็จะน้อยลง

3.การเบิกค่ารักษาพยาบาลคนในครอบครัว
หากมีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาลให้แก่พ่อแม่และบุตรได้เช่นเดียวกับระบบราชการ จะทำให้พนักงานคนรุ่นใหม่ทำงานต่อเนื่องกับบริษัทได้นานขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่มีความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายหากมีความเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัว จะได้ไม่ต้องกู้เงินฉุกเฉินหรือกระทบต่อระบบเงินสำรองของตนเอง

4.ยืดหยุ่นเวลาและสถานที่ทำงาน
เนื่องจากในปัจจุบันที่มีไวรัสโควิดระบาด บริษัทหลายแห่งจึงอนุญาตให้ทำงานจากที่บ้านหรือ work from home มากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ทำงานประจำในบริษัท และต้องการให้มีการผลักดันนโยบายทำงานได้จากที่บ้านในตำแหน่งที่ตนเองทำอยู่ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพและทำให้มีเวลาให้แก่ครอบครัวมากขึ้น

5.มีประกันชีวิต
สำหรับตำแหน่งงานที่เสี่ยง เช่น การขับรถบรรทุกส่งของต่างจังหวัด การทำงานในสถานที่เสี่ยงต่อภัยขั้นร้ายแรง เช่น ระเบิดไฟไหม้ ฯลฯ คนทำงานประจำเหล่านี้ต้องการให้บริษัททำประกันสุขภาพและประกันชีวิตให้โดยอัตโนมัติด้วย

6.การมีเบี้ยขยัน
การมีเบี้ยขยันหรือเงินพิเศษ เป็นแรงจูงใจสำหรับงานขายสินค้า หรือคนที่ต้องทำงานนอกเวลา เพื่อผลักดันให้ทำงานแล้วเสร็จทันกับความต้องการของลูกค้า หากมีเบี้ยขยันให้ ก็จะส่งผลดีต่อความรู้สึกและอยากทำงานกับองค์กรนั้น ๆ นานขึ้น

การสำรวจความต้องการของคนทำงานประจำที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่ฝ่าย HR หรือฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคลควรนำไปพิจารณากับผู้บริหารเพื่อหาทางออกที่ดี ในการสร้างความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกัน และทำให้พนักงานคนรุ่นใหม่ทำงานกับบริษัทได้นานขึ้นด้วย

สร้างงานด้วยมือถือเพียง 1 เครื่อง

สร้างงานด้วยมือถือเพียง 1 เครื่อง

การสร้างรายได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่มีการขายตัวตน ไม่ว่าจะเป็น กูรู บล็อกเกอร์ Personal Training โค้ช อาจารย์ เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างเงินได้ไม่น้อยเลยทีเดียว โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นวัยเกษียณ นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือจะเรียนจบ ม.6 ก็ตาม ก็มีโอกาสทำงานหรือทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้เช่นกันหากทำในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ เนื่องจากในยุค 2020 มีช่องทางเผยแพร่สื่อและผลงานได้อย่างอิสระ
ด้วยเหตุนี้ เราจึงมี 3 สิ่งที่ควรรู้ในการสร้างงานจากการขายตัวตนด้วยมือถือเพียง 1 เครื่อง ดังต่อไปนี้

  1. มีความรู้ – การที่คุณจะทำธุรกิจ จำเป็นต้องมีความรู้ซึ่งจะมากหรือน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับกับสิ่งที่คุณชื่นชอบมากที่สุด แล้วนำมาเผยแพร่หรือแสดงผ่านสื่อ เมื่อทำในสิ่งที่คุณชอบแล้วก็จะทำให้มีแฟนคลับที่สนใจติดตาม ส่งผลดีต่อการสร้างเงินรายได้ตามมา เช่น การสร้างตัวตนด้วยช่องทาง Youtube ซึ่งใครก็สามารถเป็นเน็ตไอดอลได้ชั่วข้ามคืนหากทำคลิปวิดีโอที่น่าสนใจ จากนั้น Youtube จะมีการตัดสินใจให้ผลตอบแทนเป็นเงิน โดยคิดจากปริมาณยอดวิว และอาจจะมีเอเจนซี่โฆษณาต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาด้วยหากช่องได้รับความนิยมสูงและมีผู้ติดตามมาก
  2. มีความแตกต่าง – การสร้างงานด้วยการขายตัวตนให้คนรู้จักทางออนไลน์ ให้คุณทำอะไรก็ได้ที่คุณชื่นชอบและไม่ซ้ำกับคนอื่นหรือมีความแตกต่าง ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีในยุคนี้เพราะสามารถทำคนเดียวได้แบบไม่ต้องง้อใคร เพียงมีความเป็นตัวเองให้มากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างงานที่ไม่ต้องลงทุนสูง แค่รู้อะไรมากที่สุดก็ให้ทำสิ่งนั้นอย่างตั้งใจ ถ้ามีคนสนใจ เช่น อาจจะเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือเจ้าของสินค้าต่าง ๆ แล้วเขารู้สึกว่าตัวคุณเหมาะกับแบรนด์ของเขา เขาก็จะให้คุณรีวิวสินค้า บางทีอาจจะมีหลายชิ้น ซึ่งจะทำให้คุณได้รับเงินค่าจ้างจากการรีวิว เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามโลกออนไลน์ เพราะเป็นแหล่งเงินทองที่จะทำให้คุณขุดเงินได้อย่างมหาศาล
  3. ยอมรับว่ามีทั้งคนชอบและไม่ชอบ – การขายตัวตนอาจจะมีข้อเสียบ้างเล็กน้อย หากอยากทำงานนี้ได้อย่างต่อเนื่องจะต้องยอมรับคอมเม้นต์ให้ได้เพราะมีทั้งคนชื่นชอบและไม่ชื่นชอบมาคอมเม้นต์ในสิ่งที่คุณทำ ถ้ารับได้ก็จะสามารถหาประโยชน์จากคำติชม เพราะจะได้นำไปพัฒนาทำคลิปวิดีโอต่อไปที่ดีมากขึ้นกว่าเดิม ในทางตรงข้าม ถ้ารับคอมเม้นต์ไม่ได้ก็จะทำให้ปวดหัวและนอนไม่หลับเลยทีเดียว

การสร้างงานจากการขายตัวตนด้วยมือถือเพียง 1 เครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือบริการเว็บทั่วไป รวมถึงพวกกลุ่มเว็บพนันเองก็เช่นกันที่กำลังนิยมอย่าง HERO88 จะต้องเปิดใจกว้างในเรื่องการรับคำติชม เพราะเมื่อไหร่ที่อัปโหลดผลงานขึ้นแล้ว ก็จะมีคนมองเห็นผลงานไม่มากก็น้อย และส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับคุณมาก่อนเลย ที่สำคัญหากใครที่ไม่ถนัดหรือรู้สึกว่ายุ่งยากในการใช้ Facebook, Youtube หรือ Instagram ก็ควรเปิดใจและเรียนรู้แอปพลิเคชันหรือโปรแกรมยอดนิยมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างงานนั่นเอง

อาชีพที่ไม่ต้องกลัวตกงานและรายได้ดี ในทศวรรษหน้า

ศัลยแพทย์ตกแต่ง

เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหลังไวรัสโควิดระบาด และยังมีการแทนที่คนทำงานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ด้วยระบบอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ไอทีที่เรียกว่า IoTs หรือ Internet of Things จึงทำให้เราทุกคนต้องใส่ใจการเลือกประกอบอาชีพในอนาคตมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาชีพใดบ้างที่จะไม่ตกงานในทศวรรษหน้า และยังมีรายได้ดีอีกด้วย

ศัลยแพทย์ตกแต่ง

อาชีพศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านตกแต่งเสริมความงามเป็นที่นิยมในอนาคตแน่นอน เพราะผู้คนนิยมเสริมโหวงเฮ้ง ปรับแต่งส่วนต่าง ๆ เช่น จมูก คาง ตา หน้าผาก ฯลฯ ให้ดูสวยงามและดูอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ โรงพยาบาลและคลินิกเอกชนที่ต้องการศัลยแพทย์ที่มีฝีมือทั้งไทยและต่างประเทศมีอยู่มากมาย ถือว่าเป็นตลาดงานที่ไม่มีทางตกงาน และให้รายได้สูงหลายล้านบาทต่อเดือนด้วย

ทันตแพทย์

ปัจจุบันผู้คนนิยมดูแลสุขภาพปากและฟันมากขึ้น ผู้ปกครองนิยมให้ลูกหลานจัดฟันปรับเปลี่ยนรูปหน้าตั้งแต่เด็ก ทำให้เสริมบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้นได้อย่างมาก นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงวัย ก็ย่อมมีโรคในช่องปากของผู้สูงอายุตามมาอีกมาก รวมถึงการทำฟันปลอม รักษารากฟัน ทำสะพานฟัน ครอบฟัน ฯลฯ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากยิ่งขึ้น จึงเรียกว่าทันตแพทย์จะเป็นอาชีพที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต และมีค่าตอบแทนที่สูงมากด้วย

ผู้ดูแลระบบไอทีในหน่วยงาน

เนื่องจากระบบไอทีได้พัฒนาให้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ อุปกรณ์เครื่องมืออำนวยความสะดวกมาก เช่น ระบบคัดกรองผู้เข้าออกอาคาร ระบบกล้องวงจรปิดรักษาความปลอดภัย ฯลฯ ต้องมีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ตลอดเวลา จึงต้องเน้นด้านความถูกต้องและความปลอดภัยของการเก็บข้อมูล ผู้ที่มีความเข้าใจระบบการทำงานของไอทีและมีความสามารถในการบริหารจัดการคนให้ทำงานได้อย่างราบรื่น จะเป็นที่ต้องการของทุกองค์กรในอนาคตอย่างแน่นอน

ผู้ให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน

ในอนาคต เราทุกคนจำเป็นต้องวางแผนการเงิน เลือกลงทุนและใช้จ่ายอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น เห็นได้จากที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีการศึกษาข้อมูลข่าวสารด้านการเงินการลงทุนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท คนทำราชการ หรือประกอบอาชีพส่วนตัว ฯลฯ ผู้ที่ทำงานสายการเงินการลงทุน ที่สอบผ่านใบอนุญาต เป็นผู้เชี่ยวชาญแนะนำด้านการเงินการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพจะได้เปรียบอย่างยิ่งในการได้รับความไว้วางใจ ช่วยดูแลบริหารจัดการให้ลูกค้า ซึ่งจะมีรายได้ที่สูงตามมาด้วย

อาชีพที่กล่าวมามีความจำเป็นและเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ในอนาคต จึงเป็นงานที่ไม่ต้องกลัวเสี่ยงตกงานและได้รับค่าตอบแทนเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย

แนวทางปรับตัว ร่วมกับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

ต้องทำงานร่วมกับเจ้านาย

งานที่ออฟฟิศ นอกจากจะมีการสร้างผลงานแล้วก็จะมีการปฏิสัมพันธ์ติดต่อประสานงานกับคนรอบตัว ทั้งเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า หน่วยงานธุรกิจหรือหน่วยงานอื่นที่มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน จึงควรรับรู้ในเรื่องความเข้าใจการทำงานร่วมกันโดยเฉพาะกับเจ้านายซึ่งเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตการทำงานอย่างสูง ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีการทำงานประจำร่วมกับเจ้านายได้ดีเยี่ยม เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณไม่มากก็น้อย

เมื่อคุณต้องทำงานประจำ ขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการฝึกตัวเองให้มีความรู้ให้แตกฉานจริง เพราะจะทำให้เป็นคนที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อหน่วยงานหรือองค์กร เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้านายก็จะมีความเกรงใจคุณ ควรฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ หากมีหน้าที่เขียนประวัติทีมฟุตบอลใน พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ก็ควรหาข่าวสารความรู้วงการฟุตบอลอังกฤษเพิ่มให้มากๆ ทั้งในเวลางานและนอกเวลา

แม้ว่าจะมีฝีมือดีในการทำงานประจำ แต่ก็อย่าทำตัวเองเป็นคนต้นทุนสูงเกินไปในการใช้งาน ไม่มีทิฐิมานะหรือความถือตัว หมายความว่า ฝีมือดีแต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้เลยเนื่องจากมีความถือตัวหรือทิฐิมานะมาก ทรนงนึกว่าตัวเองเก่งมีความรู้ความสามารถ จึงไม่ยอมฟังใคร ส่งผลให้คนอื่นที่ทำงานด้วยกันเกิดความเบื่อหน่าย เปรียบเสมือนสินค้าที่มีคุณภาพดีแต่มีราคาที่แพงเกินไป ทำให้ไม่มีคนซื้อ แต่จะไปซื้อสินค้าที่มีคุณภาพที่รองลงมาในราคาที่ถูกกว่า เพราะฉะนั้นหากใครที่ทำตัวเองให้เป็นคนที่มีค่าใช้จ่ายแพงเกินไปในการทำงานหรือทำงานกับคนอื่นไม่ได้ คอยข่มคนอื่นหรือเจ้านายและมีการสร้างปัญหามากมาย เจ้านายก็จะเห็นว่าไม่คุ้มเลย เจ้านายก็จะเลือกคนที่มีฝีมือหย่อนกว่าแต่ทำงานเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้

หากใครที่รู้ตัวว่ามีลักษณะดังกล่าวและอยากทำงานประจำให้ไปได้ดี ควรมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีทิฐิมานะหรือไม่ถือตัวพร้อมให้เกียรติทุกคน ก็จะทำให้เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชามีความชื่นชมและยอมรับ

รู้จักปรับตัวเองให้เข้ากับสไตล์ของเจ้านาย

การปรับตัวเริ่มต้นจากการทราบจุดอ่อนและจุดแข็งหรือความชอบและไม่ชอบของคนในที่ทำงานหรือเจ้านาย เช่น เจ้านายบางคนชอบเร็ว คุณก็ควรทำงานให้ทันใจ ถึงแม้ว่างานที่ทำจะมีความประณีตหย่อนบ้างก็ตาม ในทางตรงข้ามหากเจ้านายที่ชอบความละเอียด ส่งงานช้าก็ไม่เป็นไรแต่งานจะต้องมีคุณภาพ ซึ่งเมื่อคุณได้มีการปรับให้เข้ากับสไตล์เจ้านายอย่างพอดี การทำงานประจำก็จะมีความราบรื่น

การทำงานร่วมกับเจ้านายได้ดีเยี่ยมดังกล่าวข้างต้น นอกจากเป็นวิธีที่ใช้กับเจ้านายแล้ว ยังสามารถใช้กับเพื่อนร่วมงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยวโยงกันได้อีกด้วย รวมถึงเป็นการฝึกปรับตัวเข้าหาผู้อื่นในชีวิตประจำวัน นี่เรียกว่าเป็นข้อดีงานประจำอย่างหนึ่งเลย ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากทำงานด้วยความเข้าใจคนในที่ทำงาน อย่าลืมลองนำเทคนิควิธีข้างต้นไปใช้ แล้วคุณจะพบว่าไม่ว่าองค์กรไหนก็ต้องการคุณมาร่วมงานอย่างไม่ต้องสงสัย

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมอะไรบ้างที่คุณทำได้ ไม่ต้องใช้เงินทุน

อาชีพเสริมเป็นสิ่งที่ทุกคนสนใจทำในปัจจุบัน แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง หลายคนก็มีปัญหาหนี้สินและอาจจะไม่มีเงินเก็บเพื่อการลงทุน เราจึงรวบรวมอาชีพเสริมที่น่าสนใจที่คุณก็สามารถใช้ฝีมือหรือความสามารถส่วนตัวทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนแต่อย่างใด

  1. สอนพิเศษ

ถ้าคุณมีความสามารถในศาสตร์ใดเช่น ศิลปะ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ หรือ แม้แต่ทักษะด้านกีฬา เช่น ว่ายน้ำ โยคะ วิ่ง ปั่นจักรยาน ก็สามารถรับสอนพิเศษได้ โดยเลือกระดับของผู้เรียนตามความชำนาญของคุณในวิชาการหรือทักษะกีฬานั้น

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีสถานที่เป็นตึกของตัวเอง สามารถไปสมัครเป็นครูสอนทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์ได้ ลองติดต่อตามโรงเรียนสถาบันสอนพิเศษ หรืออาจใช้พื้นที่สาธารณะ เช่น โรงอาหาร ศูนย์อาหารในห้างสรรพสินค้าเป็นที่สอนก็ได้

  1. รับจ้างพิมพ์งานและเขียนบทความออนไลน์

การซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ดีในอนาคต ถ้าคุณมีความสามารถในการพิมพ์ดีดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือเขียนบทความวิชาการ พร้อมหารูปประกอบที่สวยงามได้ คุณก็มีโอกาสรับงานสร้างรายได้จากการทำงานผ่านระบบออนไลน์

ทั้งนี้ คุณสามารถสมัครเป็นนักเขียนผ่านทางเว็บไซต์หรือเข้ากลุ่ม Facebook เฉพาะทาง ที่มีการเปิดรับเพื่อนนักเขียนอยู่ตลอดทั้งปีก็ได้เช่นกัน

  1. รับจ้างดูแลเด็กและผู้สูงอายุ

ถ้าคุณเป็นคนที่รักการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ชอบดูแลผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ลองติดต่อตามสถานดูแลของเอกชนใกล้บ้าน หรือแนะนำตัวกับคนรู้จักที่อาจต้องการคนดูแลสมาชิกในครอบครัว แต่ทั้งนี้ หากคุณจะสมัครในบริษัท ก็อาจต้องมีเกณฑ์คุณสมบัติบางอย่างที่ใช้คัดเลือก เช่น เคยผ่านการอบรมหลักสูตรใดมาบ้างหรือไม่

แต่เรายืนยันได้ว่าในอนาคตจะมีความต้องการอาชีพในสายงานนี้อย่างมาก เนื่องจากคนในวัยทำงานจำเป็นต้องทำงานอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางวันมากขึ้น เพื่อหารายได้เข้าสู่ครอบครัว กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ต้องการคนทำงานด้านนี้จึงกว้างมากในอนาคต

  1. ทำการ์ตูนแอนิเมชั่นและสติกเกอร์ไลน์

ผู้ที่มีความสามารถทางด้านศิลปะ สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวาดตัวการ์ตูน สามารถทำรายได้จากการขายฝีมือ ทำการ์ตูนหรือสติกเกอร์ได้ เพราะมีคนต้องการผู้มีไอเดียที่แตกต่างทำการ์ตูน เพื่อให้เจ้าของเว็บไซต์ใช้ในการประกอบบทความ หรือหากทำเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นเพื่อใช้ทำคลิปยูทูปได้ ก็จะยิ่งได้รับโอกาสว่าจ้างทํางานสูง

หากคุณมีความสามารถในการทำสติกเกอร์ไลน์ คุณก็สามารถทำสติกเกอร์เป็นของตัวเอง โดยจะมีรายได้จากการดาวน์โหลด หรือจะรับจ้างทำให้กับแบรนด์สินค้าของลูกค้าก็ได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การหาอาชีพเสริมในปัจจุบันทำได้หลากหลายช่องทาง โดยคุณไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมากมายแต่อย่างใด เพียงแค่คุณต้องพัฒนาตัวเองในทักษะที่คุณสนใจ พยายามเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ อยู่เสมอ คุณก็สามารถมีช่องทางหารายได้เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวเพิ่มได้อีกหลายทางเลยทีเดียว